Primary Care Optometry : EP.2  The Hyperopia


Primary Care Optometry 
The Hyperopia
By Professor Theodore P. Grosvenor ,O.D. ,Ph.D.
Dr.Loft O.D. ,แปลและเรียบเรียง

 

บทนำ

ภาวะสายตายาว... ภัยเงียบที่ถูกระบบคัดกรองมองข้าม

ในแวดวงการดูแลสายตา หากพูดถึงปัญหาการมองเห็นที่ได้รับการจับตามองและทุ่มเททรัพยากรในการศึกษาวิจัยมากที่สุด คงหนีไม่พ้น "ภาวะสายตาสั้น" (Myopia) เรามีทั้งเครื่องมือ เทคโนโลยี และวิธีการมากมายเพื่อควบคุมและแก้ไขปัญหานี้

แต่ในทางกลับกัน มีคนไข้อีกกลุ่มหนึ่งที่มักจะถูกระบบการคัดกรองสายตาทั่วไปละเลยและปล่อยผ่านไปอย่างน่าเสียดาย นั่นคือกลุ่มคนไข้ที่มี "ภาวะสายตายาว" (Hyperopia)

ความน่ากลัวของภาวะสายตายาวไม่ได้อยู่ที่การมองไม่เห็น แต่มันคือความสามารถในการ "ซ่อนตัว" อย่างแนบเนียน โดยเฉพาะในคนไข้เด็กหรือวัยรุ่นที่มีกำลังการเพ่ง (Accommodation) สูงมาก คนไข้กลุ่มนี้สามารถผ่านการทดสอบการมองเห็นด้วยการอ่านชาร์ตวัดสายตาระยะ 6 เมตรที่โรงเรียน หรือแม้แต่วัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์วัดสายตาแล้วได้ผลประเมินออกมาว่า "สายตาปกติ" ได้อย่างสบายๆ

แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพที่คมชัดนั้น คือภาระของระบบสายตาที่ต้องฝืนเพ่งอย่างหนักอยู่ตลอดเวลาเพื่อชดเชยความผิดปกติ ซึ่งนำไปสู่อาการตาล้า ปวดศีรษะ หลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือ ไปจนถึงปัญหาพฤติกรรมในห้องเรียนที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นภาวะสมาธิสั้น หรือในคนไข้วัยผู้ใหญ่ตอนต้น ก็อาจเริ่มมีอาการมองใกล้ไม่ชัดก่อนวัยอันควร ทั้งที่ยังไม่ถึงวัยสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) ด้วยซ้ำ

บทความนี้ ผมจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจกับ "ภาวะสายตายาวที่ถูกละเลย (The Neglected Hyperope)" โดยอ้างอิงจากเนื้อหาของ Prof. Theodore P. Grosvenor เพื่อให้เห็นภาพว่าทำไมระบบการคัดกรองสายตาแบบเดิมๆ ถึงไม่เพียงพอ และทำไมการตรวจวัดสายตาทางคลินิกอย่างละเอียด... ถึงสามารถพลิกฟื้นคุณภาพชีวิต คืนความสบายตา และปลดล็อกศักยภาพการทำงานของระบบสองตาของคนไข้ ซ้ำยังสามารถป้องกันโรคทางตาที่จะเกิดขึ้นกับสายตายาว เช่น โรคตาขี้เกียจและภาวะตาเหล่ได้ โดยเนื้อหาจะพยายามคงเนื้อหาเดิมในตำรา primary care optometry ใว้ให้มากที่สุด

 

ภาวะสายตายาวที่ถูกมองข้าม (THE NEGLECTED HYPEROPE)

หลังจากที่ผม (Dr.Grosvernor) ทำงานด้านทัศนมาตร (Optometry) ในรัฐโอไฮโอมาหลายปี ตามด้วยการสอนและการทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮิวสตันและมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ในนิวซีแลนด์อีกหลายปี สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนสำหรับผมก็คือ แม้ว่าวิชาชีพด้านการดูแลสายตาจะให้ความสำคัญกับภาวะสายตาสั้น (Myopia) อย่างมาก แต่ภาวะสายตายาว (Hyperopia) กลับถูกละเลยไปอย่างมากเช่นกัน สิ่งนี้ทำให้ผมเริ่มค้นคว้างานวิจัยต่างๆ เพื่อหาคำตอบว่าทำไมสายตายาวถึงถูกมองข้ามไปมากขนาดนี้ จนกลายมาเป็นบทความของผมในปี 1971 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Optometry ซึ่งระบุไว้ว่า:

เราทุ่มเทความพยายามอย่างมากในการป้องกันหรือควบคุมภาวะสายตาสั้น แต่กลับแทบไม่ได้นึกถึงการป้องกันหรือควบคุมภาวะสายตายาวเลย ในเมื่อมีหลักฐานบ่งชี้ว่ากลุ่มคนไข้สายตายาวมักจะมีประสิทธิภาพในการอ่านน้อยกว่าคนไข้สายตาปกติ (Emmetropes) หรือคนไข้สายตาสั้น (Myopes) บางทีสายตายาวอาจจะสมควรได้รับการศึกษาและให้ความสำคัญมากกว่าที่ผ่านมา... ดัชนีรวมของวารสาร American Journal of Optometry มีบทความที่อ้างอิงถึงสายตาสั้นถึง 95 เรื่อง แต่มีเรื่องสายตายาวเพียง 25 เรื่อง... มีการคิดค้นวิธีการต่างๆ มากมายเพื่อป้องกันการเกิดสายตาสั้นหรือควบคุมไม่ให้สั้นเพิ่มขึ้น แต่กลับมีความพยายามเพียงน้อยนิด (หรือแทบไม่มีเลย) ในการมุ่งเน้นเพื่อป้องกันและควบคุมสายตายาว เราให้ความสนใจอย่างมากกับการตั้งทฤษฎีเพื่ออธิบายสาเหตุของสายตาสั้น แต่กลับไม่ค่อยสนใจทฤษฎีที่เกี่ยวกับสายตายาวเลย — Grosvenor, 1971

ภาวะสายตายาวทำให้เกิดปัญหาหลายประการในช่วงวัยเรียน ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่พบในคนไข้สายตาสั้นหรือสายตาเอียง (Astigmatism):

  1. เนื่องจากเด็กๆ มีระบบการเพ่ง (Accommodation) ที่ทำงานได้ดีและว่องไวมาก ภาวะสายตายาวจึงมักหลุดรอดจากการตรวจคัดกรองความคมชัดของการมองเห็น (Visual acuity) ไปได้เสมอ
     
  2. เมื่อคนไข้ต้องใช้กำลังการเพ่งมากเกินไปอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจน การเพ่งนั้นจะมาพร้อมกับการดึงตาเข้าใน (Accommodative convergence) ที่มากเกินไปเช่นกัน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะตาเขเข้าใน (Esotropia) หรือ "ตาเหล่" ได้
     
  3. แม้ว่าจะไม่เกิดภาวะตาเขเข้าใน แต่อาการตาล้า (Eyestrain) ที่มาจากการใช้สายตาระยะใกล้เป็นเวลานานในคนไข้สายตายาวที่ไม่ได้รับการแก้ไข ก็อาจรบกวนความสามารถในการอ่านของเด็กได้อย่างรุนแรง
     

การเพ่งในภาวะสายตายาวที่ไม่ได้รับการแก้ไข (Accommodation in Uncorrected Hyperopia)

ดวงตาที่มีสายตาปกติจะใช้กำลังการเพ่งเท่าที่ระยะโฟกัสต้องการเท่านั้น สำหรับการมองเห็นที่ระยะ 20 ฟุต (6 เมตร) ซึ่งถือเป็นระยะอนันต์ทางแสง (Optical infinity) ดวงตาจะผ่อนคลายการเพ่งอย่างสมบูรณ์ และสำหรับการอ่านหนังสือหรือการทำงานระยะใกล้อื่นๆ ที่ระยะ 16 นิ้ว (40 ซม.) กำลังการเพ่งที่ต้องใช้คือ 2.50 D (diopter)

อย่างไรก็ตาม ดวงตาที่มีภาวะสายตายาว +1.00 D ที่ไม่ได้รับการแก้ไข จะต้องใช้กำลังการเพ่ง 1.00 D สำหรับการมองไกล และต้องใช้กำลังการเพ่งถึง 3.50 D สำหรับระยะ 40 ซม. การเพ่งที่เพิ่มขึ้นมานี้จะดึงให้เกิดการทำงานของการดึงตาเข้าใน (Accommodative convergence) ในปริมาณมากตามมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงและอาการตาล้าอื่นๆ ได้


TABLE 4-1 Accommodation Required at 20 Feet (6 m) and 16 Inches (40 cm)

    Uncorrected Hyperopia             

   Accommodation Required at 6 m             

    Accommodation Required at 40 cm              

0.00 D

0.00 D

2.50 D

+1.00 D

1.00 D

3.50 D

+2.00 D

2.00 D

4.50 D

+3.00 D

3.00 D

5.50 D

 

ดังที่แสดงในตารางที่ 4-1 เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนที่ระยะ 40 ซม. ผู้ที่มีสายตายาว +2.00 D ที่ไม่ได้รับการแก้ไข จะต้องใช้กำลังการเพ่งเกือบสองเท่าของระดับที่คนสายตาปกติใช้ (ส่วนคำศัพท์อย่าง Accommodative convergence, Fusional convergence และคำศัพท์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นสองตา จะมีการกล่าวถึงในบทถัดๆไป)

 

สายตายาวที่ไม่ได้รับการแก้ไข และภาวะตาเขเข้าใน (UNCORRECTED HYPEROPIA AND ESOTROPIA)

ดังที่ Rosner (1991) ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า "Bucky" Fuller ซึ่งเกิดในปี 1895 ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในระบบการศึกษานัก แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดและมีชีวิตอยู่จนได้รับเสียงชื่นชมจากทั่วโลกในฐานะผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆ เช่น โดมโครงข่าย (Geodesic dome), บ้าน Dymaxion และเมืองทรงสี่หน้าลอยน้ำ (Floating tetrahedronal city)

ผมเกิดมาพร้อมกับภาวะตาเหล่ จนกระทั่งอายุ 4 ขวบถึงเพิ่งมีการค้นพบว่าสาเหตุมาจากภาวะสายตายาวที่ผิดปกติของผม หลังจากนั้นสายตาของผมก็ได้รับการแก้ไขอย่างเต็มที่ด้วยเลนส์... ในทุกๆ สิ่งย่อมมีความโชคดีซ่อนอยู่ ความโชคดีของผมก็คือการเกิดมาตาเหล่ และถูกปฏิเสธจากระบบเดิมๆ บ่อยครั้งจนท้ายที่สุดผมก็ถูกบีบให้ต้องดึงเอาความสามารถพิเศษบางอย่างที่พวกเราทุกคนมีติดตัวมาแต่กำเนิดออกมาใช้— Buckminster Fuller, 1967

เมื่อระบบสายตาต้องใช้กำลังการเพ่งมากเกินไปในภาวะสายตายาวที่ไม่ได้รับการแก้ไข ระบบการมองเห็น (Visual system) จะมีทางเลือก 3 ทาง:

  1. ระบบการมองเห็นอาจปล่อยให้ตัวหนังสือเบลอไปเลย ซึ่งทำให้ไม่สามารถอ่านหนังสือได้
     
  2. ตาข้างหนึ่งอาจเขเข้าด้านใน (เข้าหาจมูก) เพื่อลดอาการตาล้า แต่นั่นก็ทำให้เกิดภาพซ้อน (Double vision)
     
  3. อาจจะรักษาสภาพการมองเห็นภาพเดียว (Single vision) เอาไว้ได้ แต่ต้องแลกมากับความเครียดและภาระของดวงตาอย่างมหาศาล จากการที่ต้องพยายามฝืนไม่ให้ตาเขเข้าในมากเกินไปอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการเห็นภาพซ้อน

พ่อแม่ของเด็กทารกหลายคนมักสังเกตเห็นว่าในช่วงไม่กี่เดือนแรกเกิด ตาข้างหนึ่งของเด็กอาจจะเขเข้าหาจมูกบ้างเป็นบางครั้ง ในช่วงนี้ ระบบประสาทที่จำเป็นต่อความคมชัดในการมองเห็น การทำงานร่วมกันของตาทั้งสองข้าง และการกลอกตา กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว... แต่ถ้าเด็กอายุครบ 6 เดือนแล้ว ตาข้างหนึ่งยังคงเขเข้าในอยู่เกือบตลอดเวลา สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดคือภาวะสายตายาวระดับสูง (High hyperopia) ส่วนสาเหตุที่พบได้น้อยกว่ามาก (และไม่เกี่ยวข้องกับสายตายาว) ก็คืออาการอัมพาตของกล้ามเนื้อตาหรือเส้นประสาทตาเส้นใดเส้นหนึ่ง

การใช้เลนส์นูน (Convex lenses) เพื่อแก้ไขภาวะสายตายาว มักจะช่วยให้ดวงตากลับมาตรงได้เกือบเสมอ อย่างไรก็ตาม หากปล่อยภาวะสายตายาวทิ้งไว้โดยไม่แก้ไขเป็นเวลานาน (เช่น ตลอดช่วงก่อนวัยเรียน) การใส่เลนส์อาจไม่สามารถทำให้ตากลับมาตรงได้อีก เนื่องจากสมองได้รับข้อมูลที่ขัดแย้งกัน สมองจึงอาจเรียนรู้ที่จะเพิกเฉยต่อข้อมูลที่ส่งมาจากตาข้างที่เขเข้าใน ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะต่อไปนี้:

การตัดภาพ (Suppression) ของภาพบนจอประสาทตาจากตาข้างที่เข โดยการตัดภาพนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่เปิดตาทั้งสองข้างพร้อมกันเท่านั้น

ภาวะสายตาขี้เกียจ (Amblyopia) หรือการมองเห็นที่มัวลง หากปล่อยให้เด็กมีภาวะตาเขเข้าในต่อไปเรื่อยๆ ความคมชัดในการมองเห็นของตาข้างที่เขก็อาจจะไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเป็นปกติ

เมื่อเกิดการตัดภาพและสายตาขี้เกียจขึ้นแล้ว ลำพังแค่การแก้ไขภาวะสายตายาวเพียงอย่างเดียวก็อาจจะไม่ช่วยให้ตากลับมาตรงได้เสมอไป อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วเรายังสามารถปรับปรุงการทำงานร่วมกันของดวงตาได้ผ่านกระบวนการทำวิชั่นบำบัด (Vision therapy) อย่างต่อเนื่อง

เรื่องของตาเขเข้าใน การตัดภาพ และสายตาขี้เกียจ จะมีเนื้อหาอธิบายเพิ่มเติมอย่างละเอียดในบทที่ ถัดไป

 

ภาวะสายตายาวที่ไม่ได้รับการแก้ไข และปัญหาการอ่าน (UNCORRECTED HYPEROPIA AND READING PROBLEMS)

เด็กที่มีภาวะสายตายาวมักจะไม่ชอบไปโรงเรียน ไม่ชอบครู และเมินหนีหนังสือ พวกเขาจะชอบกีฬาและกิจกรรมกลางแจ้งที่ได้ออกแรงมากกว่า... สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเด็กต้องใช้กลไกการเพ่ง (Accommodative mechanism) เพื่อเอาชนะความผิดปกติทางสายตาของตนเอง และความพยายามที่มากเกินไปนี้จะทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้าอย่างรวดเร็ว บางครั้งก็ทำให้รู้สึกไม่สบายตา หรือถึงขั้นคลื่นไส้เมื่อต้องฝืนเพ่งเป็นเวลานานๆ — T. H. Eames, 1953

ในการศึกษาช่วงแรกๆ ที่ออกแบบมาเพื่อดูผลกระทบของปัญหาสายตาต่อความสามารถในการอ่าน พบสิ่งที่น่าประหลาดใจว่า เด็กที่สอบไม่ผ่านการทดสอบระดับการมองเห็นระยะไกล (Distance visual acuity) กลับจัดอยู่ในกลุ่มเด็กที่อ่านหนังสือได้เก่งกว่า หลังจากที่กลุ่มนักวิจัยได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน จึงเข้าใจได้ว่าดวงตาที่มองไกลไม่ชัด (หรือเด็กสายตาสั้นที่ไม่ได้รับการแก้ไข) นั้นปรับตัวได้ดีกับการอ่านและการทำงานระยะใกล้ ในขณะที่ดวงตาที่มองไกลได้ชัดเจน (ซึ่งกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นเด็กสายตายาวที่ไม่ได้รับการแก้ไข) อาจไม่ได้ปรับตัวเพื่อการทำงานระยะใกล้ได้ดีเท่าที่ควร

 

ปัญหาในการปรับตัวเข้ากับโรงเรียน (Problems in Adjusting to School)

มีหลักฐานมากมายที่ชี้ให้เห็นว่า เด็กที่มีภาวะสายตายาวซ่อนเร้นและไม่ได้รับการแก้ไข จะมีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับโรงเรียน ซึ่งอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วง 2-3 วันแรกของการเปิดเทอม หรืออาจสังเกตเห็นได้หลังจากผ่านไป 2-3 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับว่าคุณครูเริ่มเน้นการให้เด็ก "ใช้สายตาระยะใกล้" (Near work) เร็วแค่ไหน ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่การหัดอ่านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงงานระยะใกล้อื่นๆ เช่น การหัดคัดพยัญชนะด้วย

ในขณะที่ครูที่ช่างสังเกตมักจะรู้ว่าเด็กคนไหนมองกระดานไม่ชัดและจะย้ายเด็กคนนั้นมานั่งแถวหน้า แต่คุณครูจะไม่มีทางสังเกตเห็นเด็กที่มีภาวะสายตายาวซ่อนเร้นได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าระบบของโรงเรียนมีแค่การตรวจคัดกรองสายตาด้วยการอ่านชาร์ตตัวเลข (Visual acuity testing) มันก็จะคัดกรองเจอแค่เด็กที่สายตาสั้น หรือสายตาเอียงเยอะๆ เท่านั้น

Hirsch (1962) ได้เล่าถึงแนวโน้มที่เด็กสายตายาวมักจะหลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือไว้ว่า ก่อนที่จะมีการสำรวจสายตาในโรงเรียน พยาบาลประจำโรงเรียนได้บอกกับทีมสำรวจว่า มีเด็กผู้ชาย 2 คนที่ไม่ได้หัวช้า แต่ผลการเรียนแย่มาก และมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการป่วนเพื่อนในห้อง เธอเลยขอให้ทีมงานช่วยหาเด็ก 2 คนนี้ให้หน่อย และพวกเขาก็เจอจริงๆ ครับ เด็กทั้งคู่ต่างก็มีภาวะสายตายาวที่ไม่ได้รับการแก้ไข

 

หลักฐานเชิงประจักษ์เรื่องปัญหาการอ่านในเด็กสายตายาว (Evidence of Reading Problems in Hyperopic Children)

หนึ่งในการศึกษาที่มีการอ้างอิงถึงมากที่สุดเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างความผิดปกติของสายตากับความสามารถในการอ่าน ถูกตีพิมพ์โดย Eames (1948) ซึ่งเปรียบเทียบค่าสายตาและการมองเห็นสองตา ระหว่างเด็กที่มีปัญหาด้านการอ่านจำนวน 1,000 คน กับเด็กทั่วไปอีก 150 คน เขาพบว่าอัตราการเกิดสายตาสั้นในทั้งสองกลุ่มนั้นเท่ากัน (4%) แต่อัตราการพบสายตายาวตั้งแต่ 1.00 D ขึ้นไป กลับสูงถึง 43% ในกลุ่มเด็กที่มีปัญหาการอ่าน เทียบกับพบเพียง 13% ในกลุ่มเด็กทั่วไป

ในการศึกษาของ Kelly (1957) ซึ่งติดตามเด็ก 336 คน เป็นเวลา 4 ปี พบว่าเด็ก 43 คนที่มีแนวโน้มสายตาสั้นระดับปานกลางถึงสูงในช่วงเวลาดังกล่าว มีคะแนนความเร็วในการอ่าน ความเข้าใจ และความเชี่ยวชาญในการอ่านสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ (ที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05) เขายังรายงานด้วยว่าเด็ก 46 คนที่มีค่าเฉลี่ยการอ่านดีที่สุดในช่วง 4 ปี ล้วนมีแนวโน้มสายตาสั้นสูงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

Francis (1973) ได้ทบทวนงานวิจัย 18 ชิ้น ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสายตาสั้นกับความสามารถในการอ่าน พบว่า 14 ชิ้นชี้ให้เห็นว่าสายตาสั้นมีความสัมพันธ์กับความสำเร็จในการอ่าน ในขณะที่อีก 4 ชิ้นไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจน และเมื่อทบทวนงานวิจัยอีก 24 ชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับสายตายาว Francis พบว่า 18 ชิ้นระบุว่าเด็กสายตายาวมักจะมีปัญหาในการอ่าน ส่วนอีก 6 ชิ้นไม่พบความสัมพันธ์ ที่น่าสนใจคือ ไม่มีงานวิจัยชิ้นไหนเลยที่ Francis นำมาทบทวนระบุว่าเด็กสายตายาวอ่านหนังสือได้เก่งกว่าเด็กสายตาสั้น

ในหนังสือชื่อ Why Pupils Fail in Reading ที่ตีพิมพ์ในปี 1946 Helen Robinson ได้นำเสนอข้อมูลสายตาของเด็ก 29 คนที่มีพัฒนาการด้านการอ่านช้า พบว่าทั้ง 29 คนมีภาวะสายตายาว และในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมานับตั้งแต่รายงานยุคแรกๆ เหล่านี้ถูกตีพิมพ์ ก็ยังมีงานวิจัยอีกมากมายที่ยืนยันตรงกันว่า เด็กสายตายาว (ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่แว่นเพื่อแก้ไขสายตา) จะเสียเปรียบอย่างมากในการอ่านและการทำงานระยะใกล้

Rosner และ Rosner (1987) ได้เปรียบเทียบลักษณะทางสายตาของเด็กที่มีและไม่มีปัญหาด้านการอ่าน โดยเก็บข้อมูลจากประวัติคนไข้เด็ก 757 คน (อายุ 6-12 ปี) ในช่วง 14 สัปดาห์ ในจำนวนนี้ 201 คนได้รับการวินิจฉัยว่ามีปัญหาด้านการเรียนรู้ (Learning difficulties - LD) พบว่ากลุ่มเด็ก LD มีอัตราสายตาสั้น (-0.50 D ขึ้นไป) 19% เทียบกับเด็กกลุ่มปกติ (NLD) ที่มีถึง 54% ในทางกลับกัน อัตราการพบภาวะสายตายาว (+1.00 D ขึ้นไป) ในกลุ่มเด็ก LD สูงถึง 54% เทียบกับกลุ่มเด็ก NLD ที่มีเพียง 16% ส่วนอัตราการเกิดสายตาเอียงของทั้งสองกลุ่มมีค่าใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ ไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างปัญหาด้านการอ่านกับภาวะความผิดปกติของการดึงตา/การเพ่ง (Vergence/accommodation infacility), ตาเหล่ (Strabismus), หรือสายตาขี้เกียจ (Amblyopia) Rosner และ Rosner จึงสรุปว่า ข้อมูลเหล่านี้สนับสนุนข้อเสนอที่ว่าภาวะสายตายาวมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาด้านการเรียนรู้ และยังสอดคล้องกับรายงานก่อนหน้านี้ที่ระบุถึงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างทักษะการรับรู้ทางสายตากับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับประถมศึกษา

ต่อมา Rosner และ Rosner (1997) ได้ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างสายตายาวที่ไม่ได้รับการแก้ไขกับปัญหาการอ่าน ด้วยการศึกษาที่ออกแบบมาเพื่อหาว่า "สายตายาวที่ไม่ได้รับการแก้ไขในปริมาณเท่าใด" ถึงจะเริ่มส่งผลขัดขวางการเรียน โดยเปรียบเทียบค่าสายตากับคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กนักเรียน ป.1 ถึง ป.5 ที่สุ่มมาจำนวน 782 คน ค่าสายตาถูกประเมินด้วยวิธีเรติโนสโคปแบบไม่หยอดยาลดการเพ่ง (Noncycloplegic retinoscopy) และใช้คะแนนทดสอบมาตรฐาน (Iowa Test of Basic Skills)

เมื่อตัดกลุ่มเด็กสายตาปกติและกลุ่มเด็กที่ได้คะแนนเฉลี่ยออกไป พบว่าในกลุ่มเด็กที่ได้คะแนนสอบสูง เป็นเด็กสายตาสั้น 33 คน และได้คะแนนต่ำ 10 คน ในขณะที่กลุ่มเด็กสายตายาว มีเด็กที่ได้คะแนนสูง 11 คน และได้คะแนนต่ำถึง 12 คน เมื่อวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยระหว่างเด็กสายตาสั้นและสายตายาวมีนัยสำคัญ ผู้วิจัยจึงสรุปผลว่า:

"ผู้ประกอบวิชาชีพควรพิจารณาอย่างจริงจังถึงประโยชน์ของการบังคับจ่ายเลนส์แว่นตาให้แก่เด็กที่มีสายตายาวมากกว่า 1.25 D แม้ว่าเด็กจะไม่มีอาการแสดงใดๆ และยังมีความสามารถในการมองเห็นตาเปล่าได้ชัดเจนเยี่ยมยอด ทั้งระยะใกล้และระยะไกลก็ตาม"

หมายเหตุ: คำว่า "ปัญหาด้านการเรียนรู้" (Learning difficulties) และ "ปัญหาด้านการเรียน" (Learning problems) มักจะมีความหมายนัยยะถึง "ปัญหาในการอ่าน" เสมอ โดยทั่วไปแล้ว เด็กที่มีภาวะสายตายาวที่ไม่ได้แก้ไขจะไม่ชอบการอ่านหนังสือ และตัวเด็กเองก็มักจะไม่รู้เหตุผลด้วยซ้ำว่าทำไมตัวเองถึงไม่ชอบ

ในงานประชุมวิชาการด้านทัศนมาตรศาสตร์ที่นิวซีแลนด์เมื่อปี 1968 Monroe Hirsch ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อเด็กสายตายาวที่มีปัญหาในการหัดอ่านหนังสือได้รับแว่นสายตาที่แก้ไขภาวะนี้ เด็กจะไม่ได้อ่านหนังสือเก่งตามทันเพื่อนคนอื่นๆ ในทันที แต่อาจจะต้องใช้เวลาถึง 2-3 ปี กว่าที่เด็กจะพัฒนาทักษะการอ่านให้อยู่ในระดับที่คาดหวังตามเกณฑ์อายุหรือระดับชั้นเรียนของตนเอง

 

ภาวะสายตายาว และ ทักษะการรับรู้ (Hyperopia and Perceptual Skills)

Rosner และ Gruber (1985) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะสายตากับทักษะการรับรู้ (Perceptual skills) โดยเปรียบเทียบผลการตรวจคัดกรองทักษะการรับรู้กับค่าสายตาที่ผิดปกติ ดังที่ผู้แต่งทั้งสองได้ระบุไว้ การตรวจคัดกรองทักษะการรับรู้ทั้งทางสายตาและทางการได้ยิน ถือเป็นการตรวจพื้นฐานที่ทำเป็นประจำสำหรับคนไข้เด็กอายุระหว่าง 5 ถึง 12 ปี ที่เข้ามารับการตรวจที่คลินิกทัศนมาตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮิวสตัน

จากการเปรียบเทียบค่าสายตากับผลการทดสอบทักษะการรับรู้ทางสายตาและการได้ยินในเด็ก 710 คน ที่เข้ารับการตรวจในช่วงระยะเวลา 7 เดือน Rosner และ Gruber พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างค่าสายตากับผลการทดสอบทักษะการรับรู้ทางสายตา ในขณะที่ 95% ของเด็กสายตาสั้น (ค่าสายตามากกว่า -0.50 D) สามารถสอบผ่านการทดสอบนี้ได้ แต่กลับมีเด็กสายตายาว (ค่าสายตามากกว่า +1.25 D) เพียง 18% เท่านั้นที่สอบผ่าน ส่วนผลสอบของกลุ่มเด็กสายตาปกติจะเกาะกลุ่มอยู่กึ่งกลางระหว่างสองกลุ่มนี้ สำหรับการทดสอบทักษะการรับรู้ทางการได้ยิน เด็กส่วนใหญ่สามารถสอบผ่านได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีค่าสายตาแบบใด

Rosner และ Gruber สรุปว่าผลการศึกษาเหล่านี้นำมาสนับสนุนสมมติฐานที่ว่า เด็กสายตายาวมีแนวโน้มที่จะมีพัฒนาการด้านทักษะการรับรู้ทางสายตาล่าช้ากว่าเด็กสายตาปกติหรือเด็กสายตาสั้นมาก ซึ่งนี่อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากภาวะสายตายาวนั่นเอง ส่วนประเด็นที่ทักษะการรับรู้ทางสายตาของเด็กสายตาสั้นดูจะดีกว่าอีกสองกลุ่มนั้น ผู้วิจัยให้ความเห็นว่า เด็กสายตาสั้นอาจจะกำลัง "ส่งสัญญาณ" บ่งบอกสภาวะสายตาของตนเองตั้งแต่ก่อนที่สายตาสั้นจะแสดงอาการออกมาให้เห็นชัดเจน ด้วยการแสดงออกถึงทักษะการรับรู้ทางสายตาที่เก่งเกินวัย

 

การเปลี่ยนแปลงของภาวะสายตายาวตามช่วงวัย (CHANGES IN HYPEROPIA WITH AGE)

 

การกระจายตัวของค่าสายตาที่ผิดปกติ (Refractive error distribution) ในเด็กทารกแรกเกิด (วาดกราฟใหม่จากอ้างอิง: R. C. Cook และ R. E. Glasscock. Refractive and Ocular Findings in the Newborn. Amer. J. Optom., Vol. 34, 1951.)
การกระจายตัวของค่าสายตาที่ผิดปกติในเด็กอายุ 6 ถึง 8 ปี (อ้างอิง: G. A. Kemph, S. D. Collins, และ B. L. Jarman. Refractive Errors in the Eyes of Children as Determined by Retinoscopic Examination with a Cycloplegic, Public Health Bulletin No. 182, Washington, D.C., U.S. Government Printing Office, 1928) (ข้อมูลทั้งหมดผ่านการคำนวณและวาดกราฟใหม่จากอ้างอิง: M. J. Hirsch. Vision of Children. Philadelphia: Chilton, 1963.)

จากรูป(บน) Cook และ Glasscock (1951) พบว่า กราฟการกระจายตัวของค่าสายตาที่ผิดปกติ (Refractive error distribution curve) ในเด็กแรกเกิดนั้น กว้างขวางครอบคลุมตั้งแต่ -7.00 D ไปจนถึง +10.00 D แต่ Kemph และคณะ (1928) กลับพบว่า เมื่อเด็กอายุได้ 6 ถึง 8 ปี กราฟการกระจายตัวนี้จะแคบลง โดยจะเกาะกลุ่มกันอยู่แค่ช่วงประมาณ -2.00 D ถึง +4.00 D ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการปรับตัวสู่สายตาปกติ (Emmetropization)

 

ข้อมูลกลุ่มอายุ 0 ถึง 4 สัปดาห์ รวมถึงข้อมูล [เส้นประ] ของ R. C. Cook และ R. E. Glasscock ใน Refractive and Ocular Findings in the Newborn. Amer. J. Optom., Vol. 34, 1951; ข้อมูลวัยผู้ใหญ่ดัดแปลงมาจาก A. Sorsby, B. Benjamin, และ M. Sheridan. Refraction and Growth of the Eye from the Age of Three. London: Her Majesty's Stationery Office, 1961; แผนภาพวาดขึ้นใหม่จาก I. Mohindra และ R. Held. Refraction in Humans from Birth to 5 Years. Documenta Ophthalmologica Proceedings, Series 28, The Hague: Dr. W. Junk Publishers, 1981.)

รูปบน : แสดงให้เห็นถึงลักษณะที่แคบลงของการกระจายตัวของค่าสายตาในช่วง 5 ปีแรกของชีวิต แสดงให้เห็นว่ากระบวนการปรับตัวสู่สายตาปกติ (Emmetropization) นั้นปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงแรกเกิด ซึ่ง Mahindra และ Held (1981) ได้ตีพิมพ์กราฟการกระจายตัวของค่าสายตาในช่วง 5 ปีแรกของชีวิต (รูปบน) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการค่อยๆ แคบลงและพุ่งโด่งขึ้น (Leptokurtosis) ของกราฟในช่วงก่อนวัยเรียน

 

ภาวะสายตายาวในช่วงวัยเรียน (Hyperopia during the School Years)

ตามที่ได้กล่าวถึงไปในบทที่ 1 ซึ่งเป็นผลจากการศึกษาเรื่องการคัดกรองสายตาในโรงเรียนประถมเมืองโอรินดา รัฐแคลิฟอร์เนีย Blum, Petes และ Bettman (1959) ได้พล็อตกราฟแสดงเปอร์เซ็นต์ของเด็กที่ไม่ผ่านการทดสอบคัดกรอง ทั้งภาวะสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และปัญหาการมองเห็นอื่นๆ แม้ว่าความชุกของการเกิดสายตาสั้นจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2% ในวัย 5 ขวบ ไปเป็น 15% ในวัย 15 ปี แต่ความชุกของสายตายาวกลับค่อนข้างคงที่ โดยอยู่ที่ประมาณ 6% ตลอดช่วงอายุตั้งแต่ 5 ถึง 15 ปี

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลความชุกไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด! กราฟที่แสดง "ปริมาณ" ของสายตายาวในกลุ่มเด็กสายตายาว ย่อมจะต้องแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามอายุอย่างแน่นอน และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ เนื่องจากการเพ่งของสายตา (Amplitude of accommodation) จะค่อยๆ ลดลงตามอายุ เด็กที่มีสายตายาวสัก +1.00 D ทั้งสองตา อาจจะไม่มีปัญหาเลยในการทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตาระยะใกล้ในช่วงอนุบาลและประถมต้น แต่เมื่อความสามารถในการเพ่งเริ่มลดลงในช่วงต้นวัยรุ่น ผนวกกับความต้องการในการอ่านหนังสือและทำงานระยะใกล้ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เด็กคนนั้นก็อาจจะยิ่งถูกทิ้งห่างและตามเพื่อนไม่ทันมากขึ้นเรื่อยๆ

ในประเด็นที่ผู้ประกอบวิชาชีพบางท่านมีแนวโน้มที่จะ "ไม่แนะนำ" ให้ใช้เลนส์แว่นตาชดเชยค่าสายตาหากคนไข้ไม่ได้มีภาวะตาเหล่ (Strabismus) ร่วมด้วย แม้ว่าสายตายาวจะสูงเกิน +3.00 D หรือแม้แต่ +7.00 D ก็ตาม Rosner (1991) ได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ดังนี้:

 

"นัยทางคลินิกก็คือ ภูมิปัญญาดั้งเดิมจากทศวรรษก่อนๆ—ที่เชื่อกันว่าไม่ควรจ่ายเลนส์บวกจนกว่าเด็กจะแสดงให้เห็นว่ามี 'ความจำเป็น' ต้องใช้—อาจจะไม่ได้ถูกต้องอย่างที่เคยเชื่อกันมา ภาวะสายตายาวในระดับปานกลางอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในเด็กเล็กบางคน ผู้ปฏิบัติงานทางคลินิกควรชั่งน้ำหนักหลักฐานอย่างระมัดระวังและเปิดใจกว้าง เมื่อต้องพิจารณาว่าจะจัดการกับคนไข้เด็กเล็กที่มีสายตายาวระดับปานกลางอย่างไร นอกจากนี้ อาจจะเป็นความจริงที่ว่าการแก้ไขสายตาเพียงบางส่วน (Partial correction) แทนที่จะจ่ายเต็มค่า (Full correction) นั้นไม่ได้ให้ผลดีอย่างที่หลายคนเชื่อกัน การจ่ายเลนส์สองชั้น (Bifocal lens) จะตอบโจทย์ได้ดีกว่า เพราะสามารถให้กำลังเลนส์ชดเชยอย่างเต็มที่สำหรับการมองใกล้ จนกว่าระบบการเพ่งของคนไข้รายนั้นจะผ่อนคลายลงจนถึงจุดที่การจ่ายเลนส์ชั้นเดียวแบบเต็มค่า (Full-correction, single-vision lenses) ไม่ทำให้การมองไกลมัวลง"

 

มีนักศึกษามหาวิทยาลัยกี่คนที่มีภาวะสายตายาว? (How Many College Students Are Hyperopic?)

นักวิจัยหลายท่านรายงานว่าพบความชุกของภาวะสายตาสั้นที่สูงมาก (และแน่นอนว่าส่งผลให้ความชุกของภาวะสายตายาวค่อนข้างต่ำตามไปด้วย) ในกลุ่มนักศึกษาระดับวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย Baldwin, Adams และ Flattau (1991) ได้อ้างอิงถึงตัวเลขความชุกของภาวะสายตาสั้นเอาไว้ดังนี้:

  • 35% ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University)
  • 47% ในวิทยาลัยแอมเฮิสต์ (Amherst College)
  • 53% ในวิทยาลัยฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกา
  • 81% ในกลุ่มนักศึกษาทัศนมาตรศาสตร์ (Optometry students)

แม้ว่าในการศึกษาเหล่านี้จะไม่ได้ระบุเปอร์เซ็นต์ของกลุ่มคนสายตาปกติ (Emmetropes) และคนสายตายาว (Hyperopes) เอาไว้ แต่เมื่อพิจารณาจากข้อมูลอื่นๆ ประกอบ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า โดยเฉลี่ยแล้วความชุกของคนสายตายาวนั้นมีตัวเลขที่ต่ำกว่าความชุกของคนสายตาปกติอยู่มาก

เป็นเวลาหลายปีที่ผมได้แจกแบบสอบถามให้กับนักศึกษาทัศนมาตรศาสตร์ปี 2 ที่เพิ่งเรียนจบชั้นพรีคลินิก โดยขอให้พวกเขาระบุค่าความผิดปกติทางสายตาของตัวเอง เกือบจะทุกครั้งพบว่านักศึกษากลุ่มใหญ่ที่สุด (70% หรือมากกว่านั้น) มีสายตาสั้น ในขณะที่ประมาณ 25% มีสายตาปกติ (ค่าสายตาอยู่ระหว่าง -0.50 D ถึง +1.25 D) และมีไม่ถึง 5% ที่มีสายตายาวมากกว่า +1.25 D

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะพบว่าในคลาสเรียนที่มีนักศึกษา 70 หรือ 80 คน จะมีแค่ 1 หรือ 2 คนเท่านั้นที่มีค่าสายตา (Spherical equivalent refraction) เกิน +1.50 D

สัดส่วนของนักศึกษาสายตายาวที่ค่อนข้างน้อย ควบคู่ไปกับสัดส่วนของนักศึกษาสายตาสั้นที่สูงปรี๊ดนี้ ไม่ได้พบแค่ในคณะเรา แต่ยังพบได้ในสาขาวิชาอื่นๆ ด้วย เช่น แพทยศาสตร์ นิติศาสตร์ บัญชี และวิศวกรรมศาสตร์

 

ภาวะสายตายาวในช่วงต้นวัยผู้ใหญ่ (Hyperopia in the Early Adult Years)

ผู้ประกอบวิชาชีพด้านการดูแลสายตาทราบดีว่า ในช่วงอายุระหว่าง 20 ถึง 40 ปี ค่าสายตาจะมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อย โดยหลักการแล้ว ดวงตาที่มีสายตาสั้นตอนอายุ 20 ปี มักจะสั้นเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเมื่อถึงวัย 40 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากการที่กระบอกตายาวขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Axial elongation) ในขณะที่ดวงตาที่มีสายตายาวตอนอายุ 20 ปี ก็มักจะยาวเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเช่นกัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการค่อยๆ คลายตัวของกำลังการเพ่ง (Accommodation) ที่เคยช่วยชดเชยภาวะสายตายาวมาตั้งแต่ช่วงก่อนหน้าของชีวิต ดังที่แสดงในกราฟการกระจายตัวฝั่งขวามือของรูปที่ 2-8 จะเห็นว่าในช่วงวัยผู้ใหญ่ กราฟการกระจายตัวของค่าสายตาจะกว้างขึ้นเล็กน้อย โดยครอบคลุมตั้งแต่ช่วงประมาณ -15 D ไปจนถึง +12 D

ตามที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ 2 Morgan (1958) ได้เปรียบเทียบข้อมูลค่าสายตาของกลุ่มคนไข้ที่ได้รับการตรวจตอนอายุ 13 ปี และกลับมาตรวจอีกครั้งตอนอายุ 33 ปี พบว่าสำหรับคนไข้ส่วนใหญ่นั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในช่วงเวลา 20 ปีดังกล่าว

และหากย้อนไปดูในบทที่ 1 ข้อมูลที่รวบรวมโดย Grosvenor (1977d) บ่งชี้ว่า ยิ่งคนไข้มีสายตายาวมากเท่าไหร่ตอนอายุ 20 ปี ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะมีค่าสายตายาวเพิ่มขึ้นมากเท่านั้นเมื่อถึงวัย 40 ปี

ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คนซึ่งไม่เคยคิดจะใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์มาก่อน จะเริ่มมีปัญหาในการอ่านหนังสือและการทำงานระยะใกล้ในช่วงปลายวัย 30 หรือต้นวัย 40 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลายปีก่อนที่จะเริ่มมีภาวะสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) เกิดขึ้น ผมจำได้ว่าเคยตรวจคนไข้ชายอายุ 38 ปีคนหนึ่ง เขาไม่มีปัญหาเรื่องการมองไกลเลย แต่กลับมีอาการมองภาพเบลอและตาล้าเวลาที่พยายามจะอ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร ผมตรวจพบว่าเขามีสายตายาวซ่อนเร้นอยู่ +1.25 D โดยที่ยังมีกำลังการเพ่งสูงสุด (Amplitude of accommodation) มากกว่า 5.00 D ซึ่งบ่งบอกว่าเขายังไม่ได้เข้าสู่ภาวะสายตายาวตามวัย (Presbyopia) แต่การจ่ายเลนส์สายตาชั้นเดียวเพื่อแก้ไขภาวะสายตายาวนี้ ก็ช่วยให้เขากลับมามองเห็นได้คมชัดและสบายตาทั้งในระยะไกลและระยะอ่านหนังสือ

 

ช่วงปลายวัยผู้ใหญ่: ภาวะสายตายาวที่เพิ่มขึ้นตามอายุ (The Later Adult Years: Age-Related Hyperopia)

ตามที่ได้ระบุไว้ในบทที่ 2 และแสดงในตารางที่ 4-2 Hirsch ได้รายงานในการศึกษาติดตามผลระยะยาวเมื่อปี 1958 ว่า ความชุกของภาวะสายตายาวตั้งแต่ +1.13 D ขึ้นไปนั้น เพิ่มขึ้นจาก 16% ในช่วงอายุ 40-49 ปี กระโดดไปเป็น 48% ในช่วงอายุ 70-74 ปี

ในการศึกษาย้อนหลังระยะยาว (Retrospective longitudinal study) ที่เก็บข้อมูลค่าสายตาของคนไข้ 300 คน—ซึ่งอธิบายไว้ในบทที่ 3—Grosvenor และ Skeates (1999) พบว่าในช่วงอายุ 45 ถึง 54 ปี มีคนไข้สายตายาว 100 คน สายตาปกติ 100 คน และสายตาสั้น 100 คน เมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ตามการเปลี่ยนแปลงในแต่ละทศวรรษหลังจากอายุ 54 ปี ผู้วิจัยพบว่า คนไข้สายตายาว 62 คนจาก 100 คนมีค่าสายตายาวเพิ่มขึ้น, 36 คนมีการเปลี่ยนแปลงน้อยกว่า +0.50 D และมีเพียง 2 คนที่ค่าสายตาเปลี่ยนไปในทิศทางสายตาสั้น

กลุ่มคนไข้ที่เคยมีสายตาปกติในช่วงอายุ 45 ถึง 54 ปี ก็มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนค่าสายตาไปในทิศทางสายตายาวเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มีคนไข้สายตาสั้นบางรายที่กลับมีสายตาสั้นเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากกระบอกตาที่ยังคงยาวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือเกิดจากการแข็งตัวของแกนกลางเลนส์ตา (Nuclear sclerosis of the lens)

 

อะไรคือสาเหตุของสายตายาว? (What Causes Hyperopia?)

เนื่องจากความชุกของภาวะสายตายาวนั้นค่อยๆ เปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ตามกาลเวลา (ซึ่งแตกต่างจากสายตาสั้น) และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็มักจะลุกลามอย่างช้าๆ หรือแทบไม่ลุกลามเลย ความเชื่อดั้งเดิมจึงมองว่า ภาวะสายตายาวเกิดขึ้นจากอิทธิพลทางพันธุกรรม ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าดวงตาที่เคยปกติและดวงตาที่เคยมีสายตายาวนั้น ค่อยๆ เปลี่ยนไปในทิศทางสายตายาวมากขึ้นในช่วงวัยผู้ใหญ่ (Age-related hyperopia) สามารถอธิบายได้ว่าเกิดจากการลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปของกำลังหักเหแสงของเลนส์ตา (Crystalline lens) หรือเกิดจากการลดลงเล็กน้อยของความยาวกระบอกตา

Wojciechowski และคณะ (2005) ได้ทำการศึกษาแบบตัดขวาง (Cross-sectional study) ที่เกี่ยวข้องกับ "การเกาะกลุ่มในครอบครัว" (Familial aggregation) ของประชากรสูงอายุ 759 คนในเมือง Salisbury รัฐ Maryland อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 73.4 ปี และกลุ่มตัวอย่างเป็นสมาชิกจาก 241 ครอบครัว โดยนิยามภาวะสายตายาวในงานวิจัยนี้ว่าคือ ค่าสายตาเทียบเท่าทรงกลม (Spherical equivalent refraction) ที่อยู่ระหว่าง +1.00 D ถึง +2.50 D ข้อมูลในการศึกษาประกอบด้วย ค่าสายตาที่วัดได้จริง (Manifest refraction), ความคมชัดของการมองเห็นหลังแก้ไข, และการวัดค่าแว่นตาที่ใส่อยู่ปัจจุบันด้วยเครื่องวัดเลนส์ (Lensometry) ในการอภิปรายผลการศึกษา ซึ่งอ้างอิงจากการคำนวณค่าอัตราส่วนแต้มต่อ (Odds-ratios) ทาง Wojciechowski และคณะได้กล่าวไว้ว่า:

 

ในการศึกษานี้ โอกาสการเกิดสายตายาวจะเพิ่มขึ้นตามอายุจนถึงวัย 75 ปี หลังจากนั้นจะค่อนข้างคงที่ ซึ่งแนวโน้มในลักษณะนี้ก็เคยพบในการศึกษาก่อนหน้านี้เช่นกัน... แม้ว่าหลักฐานที่ชี้ว่าพันธุกรรมมีบทบาทสำคัญจะค่อนข้างชัดเจน ดังที่ได้สรุปไปแล้ว แต่ปัจจัยกำหนดทางสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมก็ดูเหมือนจะมีบทบาทด้วยเช่นกัน... ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่า การที่ภาวะสายตายาวมักจะพบเกาะกลุ่มกันในครอบครัวสำหรับประชากรกลุ่มนี้นั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการใช้สภาพแวดล้อมร่วมกันภายในครอบครัว ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราไม่ได้นำมาวิเคราะห์ในการศึกษาครั้งนี้

 

TABLE 4-2 Spherical Ametropia as a Function of Age

     Age (years)      

     Hyperopia     

     Emmetropia    

    Myopia     

45–49

16.3%

77.2%

6.7%

50–54

23.5

70.4

6.2

55–59

35.4

59.3

5.0

60–64

40.1

52.3

7.4

65–69

43.9

43.9

12.3

70–74

47.7

43.8

8.8

75 and over

47.9

36.9

15.3

Data from M. J. Hirsch. Changes in Refractive State after the Age of 45. Amer. J. Optom., Vol. 35, pp. 229–237, 1958.

 

ความจำเป็นในการยกระดับการตรวจคัดกรองสายตา (THE NEED FOR BETTER VISION SCREENING)

โชคร้ายที่เด็กๆ มีความสามารถในการเพ่ง (Accommodation) เพื่อชดเชยภาวะสายตายาวได้ ทำให้สายตายาวจำนวนมากไม่ถูกตรวจพบตลอดช่วงวัยเด็กจนถึงช่วงต้นของวัยผู้ใหญ่ เพื่อให้สามารถตรวจพบสายตายาวได้ในขั้นตอนการคัดกรองสายตา จึงควรมีการตรวจสภาวะการหักเหแสงของดวงตา หรือที่เรียกว่า "การวัดสายตาทางคลินิก" (Clinical refraction) ร่วมด้วย

จากประสบการณ์ของผม (Dr.Grosvenor) ชุมชนในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเพียงกลุ่มเดียวที่มั่นใจได้ว่ามีโปรแกรมการคัดกรองสายตาที่ได้มาตรฐาน คือชุมชนที่ตั้งอยู่ในระยะที่สามารถเดินทางไปสถานศึกษาด้านทัศนมาตรศาสตร์ได้สะดวก โปรแกรมเหล่านี้ดำเนินการโดยนักศึกษาทัศนมาตรศาสตร์ฝึกหัด (Student interns) ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกปฏิบัติทางคลินิก โดยมักจะใช้เทคนิคทางคลินิกแบบประยุกต์ ซึ่งรวมถึงการทดสอบความคมชัดของการมองเห็น (Visual acuity), การวัดค่าสายตา (Refraction), การมองเห็นสองตา (Binocular vision) และสุขภาพตา

การทดสอบเหล่านี้ต่างจากการตรวจในคลินิกทัศนมาตรทั่วไปตรงที่ มันถูกออกแบบมาเพื่อประเมินแค่ว่า "ผ่านหรือไม่ผ่าน" (Pass or fail) หรือ "ต้องส่งต่อหรือไม่" (Refer or not refer) มากกว่าจะเป็นการมุ่งหาค่าเพื่อจ่ายเลนส์หรือการดูแลรักษารูปแบบอื่น พ่อแม่จะได้รับจดหมายแจ้งผลการทดสอบ และหากจำเป็น ก็จะได้รับคำแนะนำให้พาเด็กไปรับการตรวจตาและสายตาอย่างละเอียดโดยนักทัศนมาตร (Optometrist) หรือจักษุแพทย์ (Ophthalmologist) ต่อไป

ผมเคยมีโอกาสได้ดูแลนักศึกษาฝึกหัดในโปรแกรมคัดกรองสายตาที่มหาวิทยาลัยฮิวสตัน, มหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ในนิวซีแลนด์ และมหาวิทยาลัยอินดีแอนา ทำให้ผมทราบดีว่านักศึกษาสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทางคลินิกอันล้ำค่าได้จากการทำเรติโนสโคป (Retinoscopy) หรือขั้นตอนการทดสอบอื่นๆ กับคนไข้มากกว่า 100 รายต่อวัน!

โชคดีที่สโมสรไลออนส์ (Lions Clubs) ในท้องถิ่นและองค์กรภาคประชาชนอื่นๆ มักจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ ตอนที่ผมยังเปิดคลินิกทัศนมาตรอยู่ในแฟรงคลิน ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐโอไฮโอ สโมสรไลออนส์ประจำเมืองมีข้อตกลงกับพยาบาลประจำโรงเรียนว่า หากพบเด็กคนไหนที่มีแนวโน้มว่าจะมีปัญหาสายตา ให้ส่งตัวมาที่คลินิกของผม (ซึ่งเป็นคลินิกตาเพียงแห่งเดียวในเมือง) โดยคิดค่าบริการในราคาพิเศษ แม้ว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จด้วยดี แต่มันก็ยังต้องพึ่งพาพยาบาลประจำโรงเรียนและคุณครูที่คอยช่วยสังเกตในการเฟ้นหาเด็กๆ ที่มีปัญหาสายตาอยู่ดี

เมื่อไม่นานมานี้ ผมรู้สึกยินดีที่ได้เห็นบทความในจดหมายข่าวของสมาคมทัศนมาตรศาสตร์แห่งอเมริกา (American Optometric Association News, 1999) ในหัวข้อ "สมาคมผู้ปกครองและครูแห่งชาติ (PTA) เรียกร้องให้มีการตรวจคัดกรองสายตาในโรงเรียนให้ดีขึ้น" ย่อหน้าแรกของบทความระบุไว้ว่า:

"สมาคมผู้ปกครองและครูแห่งชาติ (PTA) เรียกร้องให้สร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับปัญหาสายตาที่เกี่ยวโยงกับการเรียนรู้ให้มากขึ้น และเรียกร้องให้มีการยกระดับการตรวจคัดกรองสายตาในโรงเรียนเพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้  PTA ได้ตระหนักถึงปัญหาสายตาที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ โดยได้ออกมติเรื่อง 'ปัญหาสายตาที่เกี่ยวโยงกับการเรียนรู้ - การให้ความรู้และการประเมิน' ในการประชุมระดับชาติของ PTA เมื่อเดือนมิถุนายนที่เมืองพอร์ตแลนด์"

รัฐเคนตักกี้ได้ผ่านกฎหมายกำหนดให้เด็กๆ ต้องเข้ารับการตรวจสายตาโดยผู้เชี่ยวชาญ (Professional vision examination)ไม่ใช่แค่การคัดกรองเบื้องต้นก่อนเข้าโรงเรียน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กฎหมายในลักษณะคล้ายกันนี้ได้ผ่านความเห็นชอบหรือกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในอีกหลายรัฐ รวมถึง ฟลอริดา, จอร์เจีย, แคนซัส, แมสซาชูเซตส์, มิสซิสซิปปี, นิวเจอร์ซีย์, นิวยอร์ก, โอไฮโอ, เซาท์แคโรไลนา, เวอร์จิเนีย และวิสคอนซิน โดยข้อเสนอทางกฎหมายเหล่านี้มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การตรวจคัดกรองสายตาหรือการตรวจตาในเด็กแรกเกิด เป็นข้อบังคับในกฎหมายที่กำลังพิจารณาในรัฐฟลอริดาและนิวเจอร์ซีย์
  • กฎหมายที่กำลังพิจารณาในรัฐฟลอริดา กำหนดให้ต้องมีการตรวจตาไม่เพียงแค่ช่วงหลังคลอดเท่านั้น แต่ยังต้องตรวจซ้ำในช่วงอายุ 6 ถึง 8 สัปดาห์ และ 6 ถึง 9 เดือนด้วย
  • การตรวจคัดกรองสายตาและการตรวจตาเมื่อเด็กเข้าเรียนชั้นอนุบาลหรือ ป.1 เป็นข้อบังคับในกฎหมายที่กำลังพิจารณาในรัฐจอร์เจีย, มิสซิสซิปปี, เทนเนสซี, เวอร์จิเนีย และเวสต์เวอร์จิเนีย
     

การตรวจคัดกรองสายตาในเด็กก่อนวัยเรียน (Vision Screening of Preschool Children)

ในบทที่ 7 ได้อธิบายถึงการทดสอบความคมชัดของการมองเห็นสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนไว้หลายวิธี ได้แก่:

  1. ชาร์ตตัว E หรือ "Tumbling E" (เรียกอีกอย่างว่าชาร์ต "Illiterate E" สำหรับเด็กที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก)
  2. สไลด์โปรเจคเตอร์รูป "เค้กวันเกิด" (Birthday cake) ของ American Optical
  3. การทดสอบสายตาเด็กก่อนวัยเรียนแบบ Allen (Allen Preschool Vision Test) ซึ่งประกอบด้วยการ์ด 7 ใบ แต่ละใบมีรูปภาพ 1 รูป; และ การทดสอบแบบ STYCAR ซึ่งเด็กจะได้รับ "การ์ดรหัส" (Key card) และให้ชี้ตัวอักษรบนการ์ดที่ตรงกับตัวอักษรบนชาร์ตที่ระยะ 10 หรือ 20 ฟุต
  4. การทดสอบแบบ Sheridan-Gardner ซึ่งคล้ายกับ STYCAR คือมีการ์ดรหัสให้เด็กถือไว้จับคู่ขณะมองชาร์ตระยะไกล
  5. ชาร์ตตัวอักษร HOTV และ สัญลักษณ์ Lea (Lea symbols) ซึ่งทั้งสองแบบจะมี "แผ่นการ์ดวางบนตัก" (Lap card) ให้เด็กถือไว้เพื่อจับคู่กับชาร์ตที่ระยะ 10 หรือ 20 ฟุต

กลุ่มวิจัยสายตาในเด็กก่อนวัยเรียน (The Vision in Preschoolers Study Group, 2004) ได้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของการคัดกรองด้วยตัวอักษร HOTV และสัญลักษณ์ Lea ในเด็กอายุ 3 ถึง 5 ปี กลุ่มตัวอย่างคือเด็กในโครงการ Head Start จำนวน 1,257 คน (อายุ 3 ถึง 4 ปี) ซึ่งหลายคนเคยสอบไม่ผ่านการคัดกรองของโครงการมาแล้ว

สำหรับการทดสอบด้วย HOTV ผู้ตรวจจะโชว์การ์ดให้เด็กดูที่ระยะประมาณ 1 เมตร การ์ดจะมีตัวอักษร HOTV ขนาดใหญ่ตัวเดียว งานของเด็กคือจับคู่ตัวอักษร (Optotype) นั้นให้ตรงกับแผ่นการ์ดบนตัก หรือตอบออกเสียงว่าคือตัวอะไร ขั้นตอนที่คล้ายกันนี้ก็ถูกนำมาใช้กับสัญลักษณ์ Lea เช่นกัน ผู้วิจัยสรุปไว้ว่า:

เด็กอายุ 3 ถึง 5 ปีเกือบทุกคนสามารถเข้ารับการตรวจคัดกรองสายตาได้โดยใช้ตัวอักษร HOTV หรือสัญลักษณ์ Lea อย่างใดอย่างหนึ่ง... ตัวอักษร HOTV อาจจะยากกว่าสัญลักษณ์ Lea เล็กน้อยสำหรับเด็กวัย 3 ถึง 5 ปี โดยความแตกต่างของผลความคมชัด (Acuity results) ระหว่าง 2 วิธีนี้ จะพบความต่างมากที่สุดในกลุ่มเด็กอายุ 3 ขวบ

 

โครงการ InfantSEE (The InfantSEE Program)

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จดหมายข่าวของสมาคมทัศนมาตรศาสตร์แห่งอเมริกา (American Optometric Association Newsหรือ AOA News) ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรมการตรวจคัดกรองและการตรวจสายตาเพิ่มเติมอีกหลายโครงการสำหรับทารกและเด็กเล็ก ในเดือนมิถุนายน ปี 2005 AOA News ได้ประกาศว่า "โครงการ InfantSEE เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ผ่านสื่อ" โดยบทความได้เริ่มต้นไว้ว่า:

"การเป็นที่รู้จักระดับชาติของ InfantSEE นั้นเป็นที่ประจักษ์ชัดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ผ่านการเปิดตัวโครงการในรายการ Today ทางช่อง NBC Scott Jens ประธานโครงการ InfantSEE และอดีตประธานาธิบดี Jimmy Carter ประธานกิตติมศักดิ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับ Matt Lauer ผู้ดำเนินรายการ ผลจากการไปออกรายการและการตีพิมพ์บทความในหนังสือพิมพ์ USA Today ในวันเดียวกันนั้น ทำให้มีผู้คนมากกว่า 12,000 คน เข้าไปที่เว็บไซต์ www.InfantSee.org เพื่อค้นหาทัศนมาตร"

ที่เว็บไซต์ www.InfantSee.org ในส่วนของศูนย์ข้อมูลสื่อ (Media Center) ได้ให้ข้อมูลไว้ดังนี้:

"สมาคมทัศนมาตรศาสตร์แห่งอเมริกา (AOA) และสถาบันดูแลสายตาแห่งจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (The Vision Care Institute of Johnson & Johnson Vision Care, Inc.) ได้ร่วมมือกันก่อตั้ง InfantSEE ซึ่งเป็นโครงการสาธารณสุขแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ที่พัฒนาขึ้นเพื่อมอบการดูแลสายตาโดยผู้เชี่ยวชาญให้กับทารกทั่วประเทศ ผ่านโครงการนี้ นักทัศนมาตรจะให้บริการประเมินสุขภาพตาและสายตาอย่างครอบคลุม 1 ครั้ง สำหรับทารกในช่วงขวบปีแรกของชีวิต เพื่อช่วยตรวจหาความเสี่ยงของปัญหาดวงตาและสายตาตั้งแต่เนิ่นๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่ว่าครอบครัวนั้นจะมีรายได้เท่าใดก็ตาม"

ในส่วนของ Doctor Center บนเว็บไซต์ มีข้อมูลสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพดังต่อไปนี้:

  • คำถามและคำตอบเกี่ยวกับ InfantSEE
  • โอกาสในการศึกษาต่อเนื่อง (Continuing education)
  • แหล่งข้อมูลสำหรับดาวน์โหลด
  • ชุดข้อมูลสำหรับสื่อมวลชนและสื่อส่งเสริมการขาย

ขอย้ำอีกครั้งเพื่อความชัดเจน! แม้ว่าการทดสอบความคมชัดของการมองเห็น (Visual acuity testing) ในทารกและเด็กก่อนวัยเรียนด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมกับวัยจะเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่มันก็ ไม่ควร ถูกมองว่าเป็นการทดสอบคัดกรองที่เพียงพอสำหรับภาวะสายตายาว! และกฎข้อนี้ก็บังคับใช้รวมไปถึงการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติ (Autorefractors) ทั้งแบบ Objective และ Subjective ด้วยเช่นกัน

วิธีเดียวที่จะบอกได้ว่าเด็กมีภาวะสายตายาวหรือไม่ คือการทำการวัดสายตาทางคลินิกทั้งแบบ Objective และ subjective clinical refraction ไม่ว่าจะมีการหยอดยาลดการเพ่ง (Cycloplegia) ร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยผู้ประกอบวิชาชีพด้านการดูแลสายตา (Vision care practitioner) เท่านั้น

 

ภาวะสายตายาวที่ (ยังคง) ถูกมองข้าม (THE STILL NEGLECTED HYPEROPE)

 

ในบทที่ว่าด้วยเรื่องสายตายาวจากหนังสือ Refractive Anomalies: Research and Clinical Applications ปี 1991 Rosner ได้อ้างอิงถึงบทความเรื่อง "ภาวะสายตายาวที่ถูกมองข้าม" (Neglected Hyperope) เอาไว้ว่า:

"ข้อสังเกตของ Grosvenor นั้นยังคงตรงประเด็นอยู่เสมอ หากจะพูดให้ถูกก็คือ ความเหลื่อมล้ำของทรัพยากรที่ทุ่มเทให้กับการศึกษาสายตาสั้นเมื่อเทียบกับสายตายาวในตอนนี้นั้น ยิ่งห่างเหินกันมากกว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้วเสียอีก มีความพยายามอย่างมหาศาลในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสายตาสั้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งการจัดงานประชุมวิชาการมากมาย มีหนังสือและงานวิจัยถูกเขียนขึ้นนับไม่ถ้วน ในขณะที่มีความพยายามเพียงน้อยนิดที่อุทิศให้กับการศึกษาสายตายาว และบ่อยครั้งที่งานเขียนเกี่ยวกับสายตายาวในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ดันได้ข้อมูลพ่วงมาแบบฟลุ๊คๆ (Serendipitously) จากงานวิจัยที่ตั้งใจจะศึกษาสายตาสั้นต่างหาก"

ในบทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์ในอีก 13 ปีต่อมา ในวารสาร Optometry and Vision Science ฉบับเดือนเมษายน 2004 Rosner ก็ได้อ้างอิงถึงบทความเรื่อง "Neglected Hyperope" อีกครั้ง โดยกล่าวว่า:

 

สถานการณ์ต่างๆ ยังไม่ได้เปลี่ยนไปมากนักนับตั้งแต่นั้นมา แต่บทความเชิงสำรวจที่ปรากฏในวารสารฉบับนี้อาจจะพอส่งสัญญาณให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวบางอย่าง บทความของ Lyons และคณะ อาจจะไม่ได้เปิดเผยข้อมูลอะไรที่น่าตกใจนัก แต่อย่างน้อยก็ชี้ให้เห็นว่า แม้คนไข้สายตายาวจะยังคงถูกละเลยอยู่ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้ถูกลืมไปเสียสนิท... ถึงเวลาแล้วที่วิชาชีพของเราจะต้องหันมาพิจารณาอย่างจริงจังและถี่ถ้วน ถึงผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากการเพิกเฉยต่อภาวะสายตายาวระดับปานกลางในเด็กที่ยังไม่มีอาการแสดง (Asymptomatic children)

 

บทความที่ Rosner อ้างถึงมีชื่อว่า "การสำรวจปรัชญาทางคลินิกในการจ่ายเลนส์สำหรับสายตายาว" (A Survey of Clinical Prescribing Philosophies for Hyperopia) โดย Stacy Ayn Lyons จากวิทยาลัยทัศนมาตรศาสตร์นิวอิงแลนด์ (New England College of Optometry) และผู้ร่วมวิจัยอีก 9 ท่าน แบบสำรวจถูกส่งทางไปรษณีย์ไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาเด็กจำนวน 314 ท่าน แบ่งเป็นนักทัศนมาตร (Optometrists) 212 ท่าน และจักษุแพทย์ (Ophthalmologists) 102 ท่าน แบบสำรวจถามถึงหลักการในการจ่ายแว่นสำหรับสายตายาว, การจัดการกับภาวะสายตาสองข้างไม่เท่ากัน (Anisometropia) ในเด็กอายุ 6 เดือน, 2 ขวบ และ 4 ขวบ รวมถึงจำนวนคนไข้เด็กที่เข้ารับการตรวจในแต่ละเดือน

แบบสำรวจขอให้ผู้ประกอบวิชาชีพจินตนาการว่าเด็กๆ เหล่านี้เป็นคนไข้ที่มาตรวจเช็คสายตาประจำปีที่คลินิก โดยสมมติว่าคนไข้ไม่มีปัญหาทางการมองเห็นหรือโรคทางตาอื่นๆ รวมถึงไม่มีภาวะตาเหล่ (Strabismus) ด้วย...

มีนักทัศนมาตร 161 ท่าน และจักษุแพทย์ 59 ท่านตอบกลับแบบสำรวจนี้ ประมาณหนึ่งในสามของนักทัศนมาตรระบุว่า พวกเขาจะจ่ายเลนส์แก้ไขสายตาให้กับทารกวัย 6 เดือนที่ไม่มีอาการใดๆ แต่มีสายตายาว +3.00 D ถึง +4.00 D ในขณะที่มีจักษุแพทย์น้อยกว่า 5% ที่ระบุว่าจะจ่ายแว่นที่ระดับค่าสายตานี้

ผู้ประกอบวิชาชีพส่วนใหญ่รายงานว่า พวกเขาจะจ่ายเลนส์แก้ไขให้กับเด็กวัย 2 ขวบที่ไม่มีอาการ แต่มีสายตายาว +5.00 D และเกณฑ์ค่าสายตายาวที่ใช้ตัดสินใจจ่ายแว่นนี้จะค่อยๆ ลดลงเมื่อเด็กอายุมากขึ้น ส่วนในเรื่องของสายตาเอียง (Astigmatism) จักษุแพทย์ส่วนใหญ่รายงานว่าพวกเขาจะแก้สายตาเอียงแบบเต็มค่า (Full amount) แต่จะจ่ายค่าสายตายาว (Spherical component) ให้น้อยกว่าค่าที่วัดได้จากการหยอดยาลดการเพ่ง (Cycloplegic) ในขณะที่ทัศนมาตรส่วนใหญ่จะจ่ายทั้งค่าสายตายาวและค่าสายตาเอียง (Spherical and cylindrical components) ให้น้อยกว่าค่าที่วัดได้จริง (อ่านตรงนี้แล้วเจ็บกระดองใจ)

คณะผู้วิจัยสรุปว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาเด็กยังขาดฉันทามติ (Consensus) ร่วมกันในเรื่องปรัชญาการจ่ายแว่นสำหรับคนไข้เด็กสายตายาว ในส่วนของการอภิปรายผล ผู้วิจัยได้อ้างอิงถึงการศึกษาของ Atkinson และคณะ ในปี 1996 ซึ่งพบว่าการจ่ายเลนส์แก้ไขสายตายาวตั้งแต่ +3.50 D ขึ้นไป ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะตาเหล่และสายตาขี้เกียจได้อย่างมีนัยสำคัญ และการแก้ไขค่าสายตานี้ก็ไม่ได้ไปรบกวนกระบวนการปรับตัวสู่สายตาปกติ (Emmetropization process) ในเด็กสายตายาวแต่อย่างใด Lyons และคณะ ได้ปิดท้ายรายงานของพวกเขาด้วยข้อคิดเห็นที่ว่า:

บางทีพวกเรา ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสายตา ควรจะกลับมาทบทวนวิธีการจ่ายเลนส์ทางคลินิกของเรา ให้อยู่ในบริบทของผลการศึกษาวิจัยทางคลินิกให้มากขึ้น และพิจารณาข้อเสนอแนะที่ถูกกำหนดไว้อย่างถี่ถ้วนยิ่งขึ้น

 

Summary

 

สายตายาวคือ "ภัยเงียบ" ที่วงการและระบบการศึกษาละเลย

ในขณะที่ทั่วโลกตื่นตัว ทุ่มงบวิจัย และหาทางคุม "สายตาสั้น" แต่ "สายตายาว" กลับถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ทั้งๆ ที่มันสร้างผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กอย่างมหาศาล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางวิชาการอย่างปฏิเสธไม่ได้ และ ระบบคัดกรองตามโรงเรียนนั้นถูกหลอกทั้งระบบเนื่องจากเด็กสายตายาวสามารถ "สอบผ่าน" การคัดกรองสายตาที่โรงเรียน (ที่ให้อ่านชาร์ตไกล 6 เมตร) ได้อย่างสบายๆ เพราะมีระบบการเพ่ง (Accommodation) ที่มีพลังเหลือเฟือ ทำให้ครู พยาบาล หรือแม้แต่พ่อแม่ เชื่อสนิทใจว่าเด็กสายตาปกติ

 

สอบตกในห้องเรียน ไม่ใช่เพราะโง่ แต่เพราะ “ปวดตา"

ความชัดที่อาศัยการเพ่งตลอดเวลาเพื่อดูใกล้ชัด มีราคาที่ต้องจ่าย คือ ทำให้เด็กล้า ปวดหัว คลื่นไส้ ร่างกายจึงสั่งให้เด็ก “หนีจากการอ่าน” แต่เด็กกลุ่มนี้มักถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กดื้อ สมาธิสั้น ป่วนห้องเรียน หรือถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) ทั้งที่ต้นเหตุคือ "ตา" ไม่ใช่ “สมอง” และมีงานวิจัยชี้ชัดว่า เด็กสายตายาวมีทักษะการรับรู้ทางสายตา (Visual Perceptual Skills) และความสามารถในการอ่านตามหลังเด็กสายตาสั้นและเด็กสายตาปกติอย่างเห็นได้ชัด

ความหายนะจากการปล่อยทิ้งไว้ (The Domino Effect) ไม่ได้หยุดอยู่แค่ขี้เกียจเรียน แต่สร้างปัญหาต่่อ จากแค่ตาล้า สู่ตาเหล่ เพราะการเพ่งที่มากเกินไป จะดึงให้ตาดำเขเข้าใน (Accommodative Convergence) หากปล่อยทิ้งไว้จะนำไปสู่ภาวะตาเหล่ (Esotropia), สมองตัดภาพทิ้ง (Suppression) และจบลงที่ ภาวะสายตาขี้เกียจ (Amblyopia) ในที่สุด

สุดท้าย แม้เด็กบางคนจะรอดมาได้ แต่เมื่ออายุเข้าสู่วัยรุ่นหรือวัยทำงานตอนต้น กำลังการเพ่งจะเริ่มถดถอย ภาวะสายตายาวที่ซ่อนไว้จะโผล่มาเล่นงาน ทำให้เริ่มมีปัญหาในการทำงานระยะใกล้ก่อนวัยอันควร (ก่อนจะถึงวัย Presbyopia จริงๆ)

 

จุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพ (Clinical Takeaway)

เครื่องคอมพิวเตอร์วัดสายตา (Autorefractor) "เชื่อถือไม่ได้": กลไกการเพ่งของเด็กจะหลอกเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติเสมอ วิธีเดียวที่จะหาเจอคือ การวัดสายตาทางคลินิก (Clinical Refraction) อย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญ (เช่น การทำ Retinoscopy ร่วมกับ Cycloplegia)  และอย่ารอให้มีอาการ (Don't wait for symptoms) ทลายความเชื่อเก่าๆ ที่ว่า "ถ้าตาไม่เหล่ หรือไม่มีอาการ ก็ไม่ต้องจ่ายแว่น”เพราะ professor  Grosvenor และงานวิจัยใหม่ๆ ชี้ว่า สายตายาวระดับปานกลาง (เช่น +1.25 D ถึง +3.00 D) ก็ควรได้รับการแก้ไข เพื่อลดภาระการเพ่ง และคืนคุณภาพชีวิตในการเรียนให้คนไข้

 

ทิ้งท้าย

หวังว่าบทความสายตายาวแต่กำเนิด โดย Dr.Grosvenor จะทำให้เราเข้าใจและแก้ไขปัญหาคนสายตายาวแต่กำเนิด และ ไม่ทำให้คนที่มีปัญหานี้ต้องถูกทอดทิ้งเหมือนอย่างเคย และ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งในวิชาชีพทัศนมาตรและยอมรับใน prof. Grosvenor ที่เป็นเจ้าของตำรา primary care optometry และท่านได้อุทิศตนเพื่อวิชาชีพของเราจนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของท่าน คุณสามารถแสดงความกตัญญูง่ายๆ โดยวิธีประกอบวิชาชีพทัศนมาตรศาสตร์อย่างที่ควรจะเป็น คุณไม่ควรทำตัวเองเป็นอาชีพขายแว่น แต่ท่านใช้แว่นตาเป็นอุปกรณ์ในการรักษาระบบการมองเห็นของคนไข้ เพื่อรีดประสิทธิภาพการใช้สายตาให้สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ดังนั้น ใครมีหน้าที่สอนช่วยเลิกสอนให้จัดสายตา แต่ควรแก้ให้มันถูกต้อง ทำงานตรงไปตรงมา ยึด binocular vision เป็นสำคัญ เท่านี้ก็ถือว่ามีส่วนช่วยกันในการยกระดับวิชาชีพ และ ขออนุโมทนา

เจริญพร

ดร.ลอฟท์ O.D.

Reference : Primary Care Optometry ,(Theodore P. Grosvenor )

Loft Optometry , 578 ถ.วัชรพล แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. 10220
lineID : loftoptometry 
mobile : 0905536554
facebook: www.facebook.com/loftoptometry