มองเห็นชัด,น้ำในหูปกติ แต่ทำไม ?...ยัง"บ้านหมุน"

ไขความลับระบบประสาทการมองเห็น เมื่อตาสองข้างทำงานไม่ประสานกัน (BVD) ภัยเงียบที่ทำลายสมดุลการทรงตัว

by Dr.Loft ,O.D. 

4 April 2026 


Introduction

อาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน โคลงเคลง หรือเดินเซ เป็นกลุ่มอาการที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของคนไข้จำนวนมาก หลายคนต้องวนเวียนอยู่กับการเข้าพบแพทย์เฉพาะทาง ทั้งหูคอจมูก หรืออายุรแพทย์ระบบประสาท ทำการตรวจสแกนสมองและระบบน้ำในหูอย่างละเอียด แต่กลับได้รับผลการตรวจว่า "ทุกอย่างปกติดี" จนสุดท้ายมักถูกสรุปว่าเป็นเพียงกลุ่มอาการจากความเครียด พักผ่อนน้อย หรือไมเกรน หรือแม้แต่โรคกลุ่มอาการหลังแผ่นดินไหวก็มี และสิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อคนไข้กลุ่มนี้ไปเข้ารับการวัดสายตาทั่วไป คนไข้ส่่วนใหญ่มักจะสามารถอ่านตัวอักษรบน Snellen Chart ได้ชัดเจนสมบูรณ์ ทำให้ตัวการสำคัญที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังถูกมองข้ามไป

ในความเป็นจริง การรักษาสมดุลและการทรงตัวของร่างกายมนุษย์ไม่ได้ทำงานแยกส่วนกัน แต่เกิดจากการบูรณาการข้อมูลอย่างต่อเนื่องและไร้รอยต่อ (Sensory Integration) ของ 3 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบการมองเห็น ระบบการทรงตัวในหูชั้นใน และระบบรับความรู้สึกทางกายและข้อต่อ หากมีสาเหตุใดที่ทำให้ข้อมูลจากระบบเหล่านี้ทำงานไม่สอดคล้องและขัดแย้งกัน (Sensory Conflict) ระบบประมวลผลของสมองจะเกิดความสับสน รวน และแสดงออกผ่านอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือสูญเสียการทรงตัวอย่างรุนแรง

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงต้นตอของปัญหาอาการบ้านหมุนที่มักถูกละเลย นั่นคือ "ความผิดปกติของการทำงานร่วมกันของสองตา" (Binocular Vision Dysfunction - BVD) รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อสมองต้องพึ่งพาการมองเห็นมากเกินไป (Visual Dependency) พร้อมทั้งทำความเข้าใจว่า ทำไมบทบาทของประสาทเชิงทัศนมาตร (Neuro-Optometry) และการตรวจประเมินระบบการมองเห็นอย่างครบถ้วน ทั้งการหาค่าสายตาที่แม่นยำ (Full Correction) และการตรวจระบบกล้ามเนื้อตา จึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการไขปริศนาและคืนสมดุลการใช้ชีวิตให้กับคนไข้กลุ่มนี้

 

The Triad of Blurred Vision, Dizziness, and Instability 

3 กลุ่มอาการ : ภาพเบลอ เวียนศีรษะ และ ทรงตัวไม่อยู่” ที่เกี่ยวข้องกับทัศนมาตรศาสตร์และประสาทวิทยา

Sensory Integration Framework

การที่มนุษย์มีความสามารถในการรักษาระดับ “การรับรู้พื้นที่” “การทรงตัว” และ “การมองเห็นที่คมชัด” นั้น ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง (และไร้รอยต่อ) ของระบบรับความรู้สึกหลัก 3 ระบบ  ได้แก่ ระบบการมองเห็น (Visual system), ระบบการทรงตัวในหูชั้นใน (Vestibular apparatus) และ ระบบรับความรู้สึกทางกาย/การรับรู้ตำแหน่งข้อต่อ (Somatosensory/Proprioceptive network) ซึ่งในสภาวะปกติทางสรีรวิทยา ทั้ง 3 ระบบนี้จะส่งข้อมูลที่สอดคล้องและประสานกันไปยังระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system) เพื่อแจ้งให้เราทราบถึงตำแหน่งของร่างกายที่กระทำกับพื้นที่ตามทิศทางของแรงโน้มถ่วงและความเร็วในการเคลื่อนไหวของศีรษะและร่างกาย เช่น แม้เราหลับตา เอียงตัว เราก็ยังสามารถทรงตัวได้ และ ยังรับรู้ว่า “ตอนนี้ร่างกายของเรากระทำกับโลกอย่างไร เช่น  ตัวตรง ตัวเอียง ดินอยู่ล่าง ฟ้าอยู่บน โดยที่เราจะลืมตาดูหรือไม่ลืมตาดูก็ได้ (ถ้าไม่ป่วย)

แต่เมื่อเกิดพยาธิสภาพ การบาดเจ็บ หรือความผิดปกติทางพัฒนาการที่ไปขัดขวางการบูรณาการข้อมูลเหล่านี้หรือแม้แต่สิ่งรบกวนระบบการมองเห็นที่เกิดขึ้นภายหลังเช่น “คนที่เริ่มต้นใส่เลนส์โปรเกรสซีฟ” ความขัดแย้งของข้อมูลความรู้สึก (Sensory conflict) ที่เกิดขึ้นมักจะแสดงออกในรูปแบบของกลุ่มอาการ 3 กลุ่ม ที่รบกวนการใช้ชีวิตอย่างรุนแรง ได้แก่ ภาพมัว (Blurred vision), อาการเวียนศีรษะ (Dizziness) และความไม่มั่นคง/ทรงตัวไม่อยู่ (Instability) ซึ่งกลุ่มอาการนี้ไม่ได้เป็นอาการแสดง (sign) ของโรคใดโรคหนึ่งเพียงโรคเดียว แต่เป็นกลุ่มอาการที่ซับซ้อนซึ่งเกิดจากความผิดปกติที่หลากหลายทั้งทางประสาทส่วนการมองเห็น (Neuro-optic), ระบบน้ำในหู (Vestibular System) และความผิดปกติเชิงหน้าที่ (Functional dysfunctions) จาก "กระบวนการประมวลผลของสมองและระบบประสาท" ที่รวนหรือทำงานผิดพลาด

มีข้อมูลทางระบาดวิทยาของประชากรวัยผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา พบความชุกของความผิดปกติของผู้ป่วยที่มีปัญหาของระบบเหล่านี้ประมาณ 15% คิดเป็นประชากรประมาณ 33 ล้านคน ที่กำลังประสบปัญหาด้านการทรงตัวหรืออาการเวียนศีรษะในแต่ละปี นอกจากนี้ ความชุกตลอดชีพของภาวะการทำงานของระบบการทรงตัวจากน้ำในหูบกพร่องในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีนั้นสูงกว่า 35% ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ใหญ่ประมาณ 69 ล้านคน ซึ่งสถิติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงภาระทางสาธารณสุขอย่างหนัก เนื่องจากคนไข้ที่เผชิญกับภาวะเหล่านี้มักต้องรับมือกับความยากลำบากทางอารมณ์และจิตใจ ความเหนื่อยล้าและความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันที่ลดลง

"ในอดีต เวลาเรามีปัญหาเรื่องการมองเห็น เราก็มักจะไปหาจักษุแพทย์หรือทัศนมาตร แต่ถ้ามีอาการเวียนหัว ทรงตัวไม่อยู่ ก็จะไปหาแพทย์หูคอจมูกหรือหมอระบบประสาท ซึ่งมักจะแยกกันตรวจและรักษาอย่างชัดเจน

แต่ปัจจุบัน การศึกษาพบว่า 'ระบบการมองเห็นและระบบการทรงตัวนั้น ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้' ลองนึกภาพง่ายๆ ถึง 'ระบบกันสั่น' ของกล้องถ่ายรูปรุ่นใหม่ๆ หรือไม้ยึดกล้องมือถือ (Gimbal) ร่างกายของเราก็มีระบบแบบนั้นเหมือนกันครับ เรียกว่ากลไก VOR (Vestibulo-ocular reflex) กลไกนี้จะทำหน้าที่เชื่อมต่อเซนเซอร์รับการทรงตัวใน 'หูชั้นใน' เข้ากับ 'กล้ามเนื้อตา' โดยตรง เพื่อช่วยล็อกเป้าหมายสายตาให้เรายังมองเห็นภาพได้นิ่งและคมชัด แม้ในขณะที่ศีรษะหรือร่างกายกำลังเคลื่อนไหว

ด้วยความเชื่อมโยงนี้เอง หากคนไข้มีปัญหา 'ตาทั้งสองข้างทำงานร่วมกันได้ไม่ดี' (เช่น กล้ามเนื้อตาไม่สมดุล) ปัญหานี้ก็สามารถส่งผลกระทบโดยตรงไปยังระบบทรงตัว ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน หรือเดินเซได้ ในทางกลับกัน หากระบบทรงตัวในหูชั้นในมีปัญหา มันก็จะส่งผลย้อนกลับมาที่ดวงตา ทำให้คนไข้รู้สึกว่าภาพสั่น แกว่ง หรือเบลอเวลาขยับตัวได้เช่นเดียวกัน

ดังนั้น บทความฉบับนี้จึงเขียนขึ้นเพื่อเจาะลึกถึงต้นตอ กลไกการเกิด และแนวทางการแก้ไขกลุ่มอาการ 3 ประการนี้ ได้แก่ 'ภาพเบลอ เวียนศีรษะ และทรงตัวไม่อยู่' อย่างรอบด้าน เพื่อให้ครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาการทำงานร่วมกันของตาทั้งสองข้าง ความผิดปกติของระบบในหูชั้นใน ผลกระทบหลังได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะ ไปจนถึงอาการเวียนศีรษะเรื้อรังที่หาสาเหตุไม่พบ

 

Neuroanatomy and Pathophysiology of Spatial Disorientation

ระบบประสาทและพยาธิวิทยาของการสูญเสียการรับรู้ทิศทาง

ระบบ VOR (Vestibulo-Ocular Reflex): กลไกกันสั่นของดวงตา

ลองนึกภาพว่าดวงตาของเรามี "ระบบกันสั่น" ประสิทธิภาพสูงติดตัวมาตั้งแต่เกิด ระบบนี้แหละที่เรียกว่า VOR หน้าที่หลักของมันคือการล็อกเป้าหมายสายตาให้ภาพตกลงที่จุดโฟกัสตรงกลางจอตา (Fovea) ได้แบบเป๊ะๆ ไม่ว่าเราจะหันหน้าหรือสะบัดศีรษะเร็วแค่ไหนก็ตาม ภาพก็จะไม่เบลอ

ระบบนี้ทำงานยังไง? มันทำงานเป็นทีมเวิร์กที่เชื่อมต่อกันไวมาก เริ่มจากเวลาที่เราหันศีรษะ น้ำที่อยู่ในหลอดกึ่งวงกลมในหูชั้นใน (Endolymph) จะกระเพื่อมไปกระตุ้น "เซลล์ขน" ที่คอยทำหน้าที่เป็นเซนเซอร์จับการหมุน เซนเซอร์นี้จะส่งสัญญาณด่วนผ่านเส้นประสาทสมองคู่ที่ 8 ตรงดิ่งไปที่ก้านสมอง

จากนั้นก้านสมองจะรีบกระจายคำสั่งไปยังเส้นประสาทควบคุมกล้ามเนื้อตา (คู่ที่ 3, 4 และ 6) สั่งการให้ "กลอกตาไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการหันศีรษะ ด้วยความเร็วที่เท่ากันพอดีเป๊ะ" (ภาษาการแพทย์เรียกว่ามี VOR gain = 1.0) ผลลัพธ์ก็คือ สายตาเราจะถูกตรึงเอาไว้กับที่ ทำให้ภาพที่มองเห็นยังคงนิ่งสนิท ( นึกภาพตอนที่เราจับไก่ มาโยกตัวซ้าย-ขวาเล่น แต่หัวมันจะอยู่กับที่ได้นิ่งกริ๊บ)

 

แล้วถ้ากลไกนี้พังหรือรวน จะเกิดอะไรขึ้น?

เมื่อระบบนี้ทำงานผิดปกติหรือช้าลง (VOR gain ลดลง) ตาของเราจะขยับชดเชยได้ไม่เร็วหรือกว้างพอ ภาพที่ควรจะล็อกอยู่นิ่งๆ จึงลื่นหลุดจากจุดโฟกัส (เกิดภาวะ Retinal slip)

เมื่อเป็นแบบนี้ สมองจะสับสนและแปลผลผิดพลาดว่า "สิ่งแวดล้อมรอบตัวกำลังขยับ สั่น หรือเบลอ" (เรียกภาวะภาพแกว่งนี้ว่า Oscillopsia) ซึ่งความขัดแย้งของข้อมูลนี้เองที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้อย่างหนัก และทำให้เสียการทรงตัวอย่างรุนแรงตามมานั่นเอง

Ambient vs. Focal Visual Processing

การบูรณาการระบบการมองเห็นแบบรอบนอกและแบบจุดศูนย์กลาง 

การประมวลผลภาพในสมองแบ่งออกเป็น 2 ระบบหลักๆ

  1. Focal system (Ventral stream):  ระบบนี้ดึงข้อมูลจากจุดรับภาพตรงกลางจอตา (Macula/Fovea) เป็นหลัก ทำหน้าที่เก็บรายละเอียดความคมชัด สีสัน และใช้อ่านตัวหนังสือ สมองต้องใช้ "ความตั้งใจ" (Conscious) ในการประมวลผลสูง แต่ทำงานค่อนข้าง "ช้า" เหมือนเวลาเราตั้งใจเพ่งอ่านหนังสือ หรือจ้องหน้าเพื่อจำแนกว่าคนคนนี้คือใคร ซึ่งคิดเป็น 80% ของการประมวลผล มีหน้าที่สำคัญคือ “ตอบคำถามว่า -มันคืออะไร?” (What is it?) : เหมือนกล้องซูม
     
  2. Ambient system (Dorsal stream): ระบบนี้ใช้ลานสายตารอบนอก (Peripheral vision) ทั้งหมด แม้ภาพรอบนอกมันจะไม่ชัด ไม่ค่อยเห็นสี แต่งานหลักของมันไม่ใช่การดูรายละเอียด งานของมันคือ "การจับการเคลื่อนไหว" และ "กะระยะลึกของวัตถุ" ซึ่งระบบนี้ทำงานระดับจิตใต้สำนึก (Subconscious) และทำงาน "ไวติดจรวด" มันจะคุยกับหูชั้นใน (ระบบทรงตัว) ตลอดเวลา เพื่อให้เราเดินหลบสิ่งกีดขวางได้โดยไม่ต้องหันไปมองตรงๆ เช่น เวลาเราเดินไปข้างหน้า เราเห็นเสาอยู่หางตา เราก็เดินเบี่ยงหลบได้เองโดยอัตโนมัติ ซึ่งคิดเป็น 20% หน้าที่หลักคือ “ตอบคำถามว่า - มันอยู่ที่ไหน?” (Where is it?) : เหมือนเรดาร์

 

ความปวดหัว (ของคนไข้) เริ่มขึ้นตรงนี้...

เมื่อคนไข้เกิดการบาดเจ็บหรือกระทบการะเทือนทางสมอง (Concussion/TBI) หรือมีภาวะกล้ามเนื้อตาไม่สมดุล (Binocular Vision Dysfunction) มักทำให้ Ambient system เสียหาย (เรดาร์พัง)

พอเรดาร์รอบนอกพัง สมองก็สูญเสียจุดอ้างอิงพื้นที่ (Spatial anchor) สมองเลยกลัวว่าเราจะเดินชนนู่นชนนี่ คนไข้จะหันไปพึ่งพา Focal system มารับเหมาทำหน้าที่นำทางแทนทั้งหมด ภาวะนี้แหละที่เรียกว่า "Focal Binding” ซึ่งระบบนี้ทำงานช้าและไม่เหมาะกับการนำทางในพื้นที่สามมิติ ทำให้คนไข้เวียนศีรษะ หลงทิศทาง ทรงตัวไม่อยู่ และเกิดอาการตาล้า
 

ความทรมานของ Focal Binding

ลองนึกภาพว่า ต้องเดินฝ่าคนเยอะๆ ในห้างสรรพสินค้า โดยเอากระดาษม้วนเป็นรูกลมๆเหมือนแกนอกระดาษทิชชู่มาครอบตาทั้งสองข้างไว้ (เหมือนบีบลานสายตาให้แคบลง เราจะต้องคอยหันหน้ากวาดตามองซ้ายที ขวาทีตลอดเวลา เพื่อดูว่ามีใครเดินสวนมาไหน ส่วนสมองต้องทำงานหนักมากในการปะติดปะต่อภาพแคบๆ หลายๆ ภาพเข้าด้วยกัน (Cognitive overload) ดังนั้นเมื่อไม่มีลานสายตารอบนอกมาช่วยรักษาสมดุล คุณจะเดินเซง่ายมาก

ผลลัพธ์คือ คนไข้จะเกิดอาการ Overload สมองประมวลผลภาพไม่ทัน สุดท้ายก็จะเกิดอาการ "เมาภาพ" (Visual Vertigo) เวียนหัว คลื่นไส้ ตาล้าอย่างรุนแรงเมื่อต้องอยู่ในที่ที่ของเยอะๆ ลายตาๆ หรือมีของเคลื่อนไหวเร็วๆ จนบางคนกลายเป็นโรคกลัวการออกไปข้างนอก (Agoraphobia) ไปเลย

ในมุมมองทางทัศนมาตร เรื่องนี้สำคัญ เพราะการตรวจวัดสายตาด้วย Snellen Chart ทั่วไป เช็คได้แค่ความสมบูรณ์ของระบบโฟกัสว่าชัดหรือไม่ชัด แต่ไม่ได้บอกว่า Ambient System ของคนไข้พังไปแค่ไหนแล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการซักประวัติเรื่องการเดินชนของ อาการเมาเวลามองไปที่ขอบเลนส์ หรือการทดสอบลานสายตาและการทำงานร่วมกันของสองตาเชิงลึก ถึงเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาให้คนไข้กลุ่มนี้

 

Sensory Conflict Theory and Visual Dependency

ทฤษฎีความขัดแย้งของข้อมูลความรู้สึกและการพึ่งพาการมองเห็น 

อาการเวียนศีรษะเกิดจากสมองได้รับข้อมูลที่ขัดแย้งกัน เมื่อคนไข้มีปัญหา vestibular เรื้อรัง สมองจะปรับตัวไปพึ่งพาการมองเห็นเกือบทั้งหมด (Visual dependency หรือ Visual vertigo) ซึ่งในสภาพแวดล้อมที่อยู่นิ่งอาจจะไม่มีปัญหา แต่เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนหรือมีการเคลื่อนไหว (เช่น เลื่อนหน้าจอมือถือ หรืออยู่ในฝูงชน) สมองจะรับภาระหนักเกินไป ทำให้เกิดอาการภาพเบลอ เวียนศีรษะ และไม่มั่นคง

อธิบายให้เห็นภาพอย่างนี้ ลองจินตนาการว่าสมองของเราคือ "กัปตันเครื่องบิน" ที่ต้องฟังรายงานจากนักบินผู้ช่วย 3 คนตลอดเวลา ได้แก่

  1. สายตา (รายงานสิ่งที่เห็น)
  2. หูชั้นใน/ระบบเวสติบิวลาร์ (รายงานความเอียง การหมุน)
  3. ระบบข้อต่อและกล้ามเนื้อ (รายงานว่าเท้าเหยียบพื้นไหม)

เวลาปกติ 3 คนนี้จะรายงานตรงกันเป๊ะ กัปตันก็ขับเครื่องบิน(ร่างกาย)ได้นิ่มๆ แต่ถ้าเกิดข้อมูลมันขัดแย้งกัน  เช่น เวลาเราใส่แว่น VR เล่นเกมรถแข่ง "สายตา" ส่งสัญญาณบอกสมองว่า "เรากำลังเลี้ยวโค้งด้วยความเร็วสูง!" แต่ "หูชั้นใน" กับ "กล้ามเนื้อ" กลับรายงานว่า “ไม่จริง เรานั่งนิ่งๆ อยู่บนโซฟาต่างหาก!"

เมื่อข้อมูลมันตีกันเอง สมองกัปตันจะสับสนและเกิดอาการรวน ความขัดแย้งของข้อมูลตรงนี้เองที่เป็นกลไกหลักที่ทำให้เราเกิดอาการเวียนศีรษะหรือเมารถ ตัวอย่างเพ่ิมเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่น 
 

อาการเมารถจากการอ่านหนังสือ (Reading in a moving car) 

  • สายตารายงานสมองเราว่า : "เรากำลังอยู่นิ่งๆ" เพราะสายตาถูกล็อกโฟกัสไว้ที่ตัวหนังสือหรือหน้าจอโทรศัพท์ ซึ่งเป็นวัตถุที่อยู่นิ่งเมื่อเทียบกับตัวเรา

  • หูชั้นในและกล้ามเนื้อรายงานสมองว่า: "เรากำลังเคลื่อนที่" เพราะระบบเวสติบิวลาร์และข้อต่อรับรู้ได้ถึงแรงเหวี่ยงเวลาเข้าโค้ง แรงกระชากเวลาเบรก หรือความสั่นสะเทือนจากพื้นถนน

  • ผลลัพธ์: สมองได้รับข้อมูลว่า "ตานิ่ง แต่หูขยับ" จึงเกิดสภาวะ Sensory Conflict สั่งการให้ร่างกายมีอาการวิงเวียนและคลื่นไส้เพื่อเตรียมตอบสนองต่อความผิดปกติ

อาการเมาเรือ (Seasickness) หลักการพื้นฐานยังคงเป็น Sensory Conflict เช่นเดียวกัน แต่มีความซับซ้อนกว่าตรงที่ลักษณะการเคลื่อนไหวของเรือมีหลายมิติ (โคลงเคลง ซ้ายขวา หน้าหลัง และโยนตัวขึ้นลงตามคลื่น) อาการจะยิ่งรุนแรงชัดเจนเมื่อคนไข้เข้าไปอยู่ในห้องโดยสารใต้ท้องเรือ

  • สายตารายงานสมองว่า: "เราอยู่ในห้องที่อยู่นิ่ง" เพราะมองไปรอบๆ ก็เห็นแต่ผนังห้อง เพดาน และพื้นฐานที่ดูเหมือนไม่ได้เคลื่อนไหว

  • หูชั้นในรายงานว่า: "เรากำลังโคลงเคลงอย่างหนัก" ตามแรงคลื่นของทะเล

  • ผลลัพธ์: นี่คือเหตุผลทางสรีรวิทยาที่อธิบายว่า ทำไมวิธีแก้เมาเรือที่ได้ผลดีที่สุดคือการเดินขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือแล้ว "มองออกไปที่เส้นขอบฟ้า" เพราะการมองเส้นขอบฟ้าซึ่งเป็นจุดอ้างอิงที่อยู่นิ่งของโลก จะช่วยบังคับให้ "สายตา" กลับมารับรู้การเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับสิ่งที่ "หูชั้นใน" กำลังรู้สึก เมื่อตาและหูรายงานตรงกัน อาการสับสนของสมองก็จะลดลง

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น เมาแว่น VR เมารถ เมาเรือ หรืออาการเวียนศีรษะจากศูนย์ตาเหลื่อม (BVD) ล้วนมีรากฐานมาจากทฤษฎีเดียวกันทั้งหมด นั่นคือ Sensory Conflict (ความขัดแย้งของข้อมูลความรู้สึก) การหยิบยกตัวอย่างเรื่องเมารถหรือเมาเรือมาเล่าประกอบ จะช่วยให้คนไข้เข้าใจได้ทันทีว่า ทำไมแค่ "กล้ามเนื้อตาทำงานไม่ประสานกัน" ถึงสามารถส่งผลรุนแรงจนทำให้รู้สึกบ้านหมุนหรือเดินเซได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีโรคทางสมองหรือน้ำในหูเลย

 

Visual Dependency
การพึ่งพาการมองเห็น 

การที่สมองหันไปพึ่งพาสายตาเพียงอย่างเดียว จะไม่สร้างปัญหาหากคนไข้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบหรืออยู่นิ่งๆ แต่เมื่อคนไข้ต้องเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการ กระตุ้นทางสายตาสูง หรือมีลวดลายซับซ้อน เช่น การเดินฝ่าฝูงชนในห้างสรรพสินค้า การมองลวดลายกระเบื้องบนพื้น หรือแม้แต่กิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่างการไถหน้าจอมือถืออย่างรวดเร็ว ปัญหาก็จะเกิดขึ้นทันที เนื่องจากเมื่อลานสายตาต้องรับข้อมูลภาพที่เคลื่อนไหวและมีความซับซ้อนสูง สมองที่พึ่งพาสายตาเป็นหลักในการทรงตัวจะเกิดภาวะรับข้อมูลเกินพิกัด (Cognitive Overload) ทำให้ไม่สามารถประมวลผลเพื่อรักษาสมดุลได้ทัน ผลลัพธ์ที่ตามมาคือคนไข้จะเกิดอาการภาพเบลอ เวียนศีรษะ คลื่นไส้อยากอาเจียน เดินเซและสูญเสียการทรงตัวแบบเฉียบพลันทันทีเมื่อเจอสิ่งกระตุ้นเหล่านี้นั่นเอง เรียกอาการนี้ว่า อาการเมาภาพ (Visual Vertigo)

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนไข้กลุ่มนี้ถึงดูปกติเวลาอยู่นิ่งๆ แต่จะทรมานมากเมื่อต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นสายตาเยอะๆ และนี่แหละคือเหตุผลที่ว่า ทำไมในฐานะทัศนมาตร การที่เราช่วยแก้ปัญหาสายตาและกล้ามเนื้อตาหรือจัดเลนส์ปริซึมเพื่อลดภาระการทำงานของสายตา ถึงเปรียบเสมือนการ "ช่วยชีวิต" คนไข้กลุ่มนี้ ให้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติอีกครั้ง

 

The Pathology of Binocular Vision Dysfunctions - BVD

พยาธิสภาพของภาวะการทำงานของการมองเห็นสองตาผิดปกติ 


"ภาวะ BVD (Binocular Vision Dysfunction) คือความผิดปกติที่ตาทั้งสองข้างของเราไม่สามารถจัดศูนย์ให้ตรงกันได้พอดี แม้ศูนย์ตาจะเหลื่อมกันเพียงแค่นิดเดียว กล้ามเนื้อตาก็ต้องคอยออกแรงเกร็งและดึงสู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อพยายามรวมภาพไม่ให้เรามองเห็นเป็นภาพซ้อน การที่กล้ามเนื้อตาต้องคอยดึงปรับเข้าปรับออกซ้ำๆ ติดต่อกันทั้งวันแบบนี้เอง ที่เป็นตัวการทำให้เกิดอาการปวดล้ากระบอกตา ปวดศีรษะอย่างรุนแรง และยังส่งผลไปรบกวนระบบการทรงตัวในหูชั้นในให้รวนตามไปด้วย"

 

1. ตาเหล่ซ่อนเร้นแนวดิ่ง (Vertical Heterophoria - VH)

ภาวะนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มความผิดปกติของการทำงานร่วมกันของสองตา (BVD) ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนไข้อย่างมาก เนื่องจากกล้ามเนื้อตาของมนุษย์มีความสามารถในการปรับขยับเพื่อรวมภาพในแนวดิ่งได้ค่อนข้างจำกัด (มักน้อยกว่า 1-2 prism diopter,pd) ดังนั้น หากศูนย์กลางการมองเห็นในแนวดิ่งเกิดการเหลื่อมกันเพียงเล็กน้อย ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการที่รุนแรงได้

คนไข้ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มัก ถ้ามีมุมเหล่ไม่มากนัก จะไม่เห็นภาพซ้อนในแนวดิ่งอย่างชัดเจน แต่จะรู้สึกว่าภาพมีลักษณะสั่น เบลอ วิงเวียนศีรษะ และมักมีอาการเดินเซไปด้านใดด้านหนึ่งเวลาเคลื่อนไหว

นอกจากนี้ คนไข้มักจะมีการเอียงคอเพื่อชดเชยความผิดปกติของการมองเห็น (Compensatory head tilt) โดยไม่รู้ตัว ซึ่งสรีระที่ผิดธรรมชาตินี้เป็นสาเหตุหลักที่นำไปสู่อาการปวดบริเวณคอ บ่า และไหล่แบบเรื้อรัง ในทางการประเมินลักษณะทางกายภาพมักสังเกตพบรอยย่นที่หน้าผากเพียงด้านเดียว ซึ่งจะปรากฏอยู่เหนือตำแหน่งของดวงตาข้างที่อยู่สูงกว่า (เนื่องจากข้างที่เป็นตาลอย (hyperphoria)) ร่างกายพยายามกลอกตาลง ทำให้เปลือกตาฝั่งนั่นตกลงมาด้วย ดังนั้นเพื่อไม่ให้เปลือกตาลงมาบัง ร่างกายจะฝืนเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณหน้าฝากเอาไว้ ทำให้เกิดรอยย่นขึ้นมาฝั่งเดียว) 

ด้วยลักษณะอาการที่ไปรบกวนระบบการทรงตัวและคล้ายคลึงกับโรคอื่น ภาวะตาเหล่ซ่อนเร้นแนวดิ่งจึงมักถูกวินิจฉัยคลาดเคลื่อนว่าเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere's disease) ภาวะเวียนศีรษะเรื้อรังจากระบบประสาทและสมองเกิดการปรับตัวที่ผิดพลาด (Persistent Postural-Perceptual Dizziness -PPPD) หรือแม้กระทั่งถูกมองว่าเป็นโรคแพนิคและโรควิตกกังวล

 

2. ภาวะการทำงานของการเหลือบตาเข้าบกพร่อง (Convergence Insufficiency - CI)

ภาวะนี้พบได้บ่อยมาก (8-12% ของประชากร) เกิดขึ้นเมื่อตาไม่สามารถเหลือบเข้าหากัน (convergence) หรือรักษาระดับการเหลือบเข้าขณะทำงานระยะใกล้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (เช่น อ่านหนังสือ เล่นมือถือ)

ลักษณะทางคลินิก: พบ Exophoria ระยะใกล้ > ระยะไกล (ต่างกัน > 4 prism diopters), จุดรวมภาพระยะใกล้ (NPC) ถอยร่นไปไกลกว่าปกติ และมีค่า PFV ที่ระยะใกล้ต่ำ

ในการตรวจประเมิน ทัศนมาตรจะพบว่าคนไข้มีภาวะตาเหล่ซ่อนเร้นชนิดเหล่ออกซ่อนเร้น (Exophoria) ที่ระยะใกล้ มากกว่าระยะไกล (มีความต่างกันมากกว่า 4 prism diopter) นอกจากนี้ค่า Near Point of Convergence (NPC) ซึ่งเป็นจุดที่ตาสามารถเพ่งเพื่อรวมภาพได้ใกล้ที่สุดนั้นจะถอยห่างออกจากดวงตามากกว่าเกณฑ์ปกติ (ค่าความสามารถในการเหลือบเข้าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ) และมีกำลังของกล้ามเนื้อตาในการดึงเพื่อรวมภาพ (Positive Fusional Vergence,PFV) ระยะใกล้ต่ำกว่ามาตรฐาน

อาการ: คนไข้จะมีตาล้ารุนแรง ภาพเบลอหรือซ้อนเป็นพักๆ รู้สึกตัวหนังสือเต้นหรือว่ายน้ำได้ การประสานงานที่ยากลำบากนี้ทำให้เวียนศีรษะ คลื่นไส้ ในเด็กอาจถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็น ADHD-โรคสมาธิสั้น หรือ Dyslexia-ภาวะบกพร่องด้านการอ่านเขียน

นอกจากนี้คนไข้มักมีปัญหาการมองเห็นภาพซ้อนในแนวนอนซึ่งอาจเป็นแบบชั่วคราวหรือตลอดเวลา และเมื่อมองไกล เช่น ขณะขับรถ หรือดูโทรทัศน์ อาการจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อร่างกายมีความอ่อนล้าหรือเมื่อต้องขับรถในเวลากลางคืน(เนื่องจากแสงน้อย contrast จะต่ำ) ความผิดปกติในการรวมภาพระยะไกลนี้ส่งผลให้คนไข้สูญเสียความสามารถในการกะระยะมิติทำเกิดความรู้สึกเวียนศีรษะ และมักมีอาการแพ้แสงร่วมด้วย

 

3. ภาวะการทำงานของการเหลือบตาออกบกพร่อง (Divergence Insufficiency - DI)

ลักษณะทางคลินิก: พบ Esodeviation (Esophoria หรือ Intermittent esotropia) ที่ระยะไกล > ระยะใกล้ (ต่างกันอย่างน้อย 8-10 prism diopters), ค่า AC/A ratio ต่ำมาก และมีค่า NFV ที่ระยะไกลลดลงอย่างเห็นได้ชัด

Divergence Insufficiency - DI เป็นภาวะความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อตา จากการที่ดวงตานั้นไม่มีแรงหรือมีแรงน้อยในการถ่างตาให้ตรงขณะมองไกล ทำให้การตรวจทางคลินิกเห็นภาวะตาเหล่เข้า (Esodeviation) ที่ระยะไกล มากกว่าระยะใกล้ (มีความต่างกันอย่างน้อย 8-10 prism diopter ) รวมถึงมีค่าสัดส่วนการเพ่งต่อการเหลือบตา (AC/A ratio) ต่ำ และกำลังในการเหลือบตาออกที่ระยะไกล (NFV) ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จุดสำคัญยิ่งในการวินิจฉัยทางคลินิกคือ ทัศนมาตรจะต้องตรวจยืนยันว่ามุมเหล่ของดวงตานั้นคงที่เท่ากันในทุกทิศของทางการมอง (Comitant) เพื่อใช้เป็นเกณฑ์แยกโรคออกจากภาวะเส้นประสาทสมองคู่ที่ 6 อัมพาต หรือโรคทางระบบประสาทส่วนกลางอื่นๆ

อาการ: คนไข้มักมีปัญหาการมองเห็นภาพซ้อนในแนวนอน อาจเป็นแบบชั่วคราวหรือตลอดเวลาขณะที่มองไกล เช่น ขณะขับรถ หรือดูโทรทัศน์ อาการจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อร่างกายมีความอ่อนล้าหรือเมื่อต้องขับรถในเวลากลางคืน ความผิดปกติในการรวมภาพระยะไกลนี้จะส่งผลให้คนไข้สูญเสียความสามารถในการกะระยะมิติความลึก ทำให้เกิดความรู้สึกเวียนศีรษะ และมักมีอาการแพ้แสงร่วมด้วย และ อาการมักจะรุนแรงกว่า CI เพราะธรรมชาติของกล้ามเนื้อตานั้น ดึงตาออก (diverge) ไม่เก่งเท่ากับเหลือบตาเข้าหากัน (converge) คนไข้จึงเกิดภาพซ้อนได้ง่ายกว่า

 

การวินิจฉัยแยกโรค BVD ที่สำคัญ

พารามิเตอร์ทางคลินิก

Vertical Heterophoria (VH)

Convergence Insufficiency (CI)

Divergence Insufficiency (DI)

ความบกพร่องของกล้ามเนื้อตาหลัก

Vertical supra/infra vergence

Positive Fusional Vergence (ใกล้)

Negative Fusional Vergence (ไกล)

ชนิดของ Deviation

Hyperphoria / Hypophoria

Exophoria (ใกล้ > ไกล)

Esophoria (ไกล > ใกล้)

ลักษณะ AC/A Ratio

ไม่เป็นปัจจัยหลัก

ต่ำผิดปกติ

ต่ำผิดปกติ

อาการเด่น (Hallmark)

เอียงคอชดเชย, เวียนศีรษะ, เดินเซ

มองใกล้เบลอ, ตัวหนังสือว่ายน้ำ, เลี่ยงการอ่าน

ภาพซ้อนระยะไกล, ขับรถกลางคืนลำบาก, บ้านหมุน

สัญญาณการวินิจฉัยหลัก

เบ้าตาไม่สมมาตร, รอยย่นหน้าผาก, Vertical phoria

NPC ถอยร่น (> 6 ซม.)

Base-In recovery ลดลงที่ระยะ 6 เมตร

Pathologies of the Peripheral and Central Vestibular Systems

พยาธิสภาพของระบบเวสติบิวลาร์ส่วนปลายและส่วนกลาง

ในส่วนนี้เป็นข้อมูลทางพยาธสภาพทีส่งผลกต่อความผิดปกติของการทรงตัว ผมรวบรวมมาให้ ใครที่สนใจก็ลองไปหาข้อมูลเพ่ิมเติมกันเอาเอง เพราะผมเองก็ไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งในกรแพทย์สาขาอื่นๆ ก็เอาไว้เป็นข้อมูลเพื่อความครบถ้วนของเนื้อหาที่เกี่ยวข้องก็แล้วกัน

 

รอยโรคระบบเวสติบิวลาร์ส่วนปลาย (Peripheral Vestibulopathies)

  1. BPPV (โรคหินปูนในหูชั้นในหลุด): พบบ่อยที่สุด เกิดจากผลึกแคลเซียม (Otoconia) หลุดเข้าไปในหลอดกึ่งวงกลม ทำให้เวียนศีรษะบ้านหมุนรุนแรงเป็นระยะเวลาสั้นๆ สัมพันธ์กับการเปลี่ยนท่าทางศีรษะ
     
  2. Acute Unilateral Vestibulopathy (เส้นประสาทหูอักเสบ): เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ทำให้เวียนศีรษะรุนแรงต่อเนื่องยาวนานกว่า 24 ชั่วโมง มีตากระตุก (Nystagmus) และเสียการทรงตัว
     
  3. Meniere's Disease (โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน): แรงดันน้ำในหูชั้นในผิดปกติ ทำให้เวียนศีรษะเป็นพักๆ สูญเสียการได้ยิน มีเสียงวิ้งในหู และรู้สึกหูอื้อ
     
  4. Vestibular Paroxysmia: หลอดเลือดกดทับเส้นประสาทคู่ที่ 8 ทำให้เวียนศีรษะและภาพแกว่งอย่างรวดเร็ว (วินาทีถึงนาที)
     
  5. Bilateral Vestibulopathy: ระบบเวสติบิวลาร์ล้มเหลวทั้งสองข้าง (มักเกิดจากยาปฏิชีวนะกลุ่ม Aminoglycosides เช่น Gentamicin) คนไข้จะมีภาวะภาพแกว่ง (Oscillopsia) รุนแรงเวลาเดิน แต่จะไม่มีอาการเลยเวลานั่งนิ่งๆ

 

Central Vestibulopathies
รอยโรคระบบเวสติบิวลาร์ส่วนกลาง 

ความผิดปกติในกลุ่มนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากหูชั้นใน แต่เกิดจากความเสียหายของระบบประสาทส่วนกลางโดยตรง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) การได้รับความกระทบกระเทือนที่ศีรษะ (Traumatic Brain Injury) หรือโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสมองส่วนกลางเหล่านี้ มักส่งผลให้เกิดอาการ "ตากระตุก" (Nystagmus) ชนิดพิเศษ ซึ่งจะรบกวนความคมชัดในการมองเห็นของคนไข้อยู่ตลอดเวลา

ลักษณะการกระตุกของดวงตาที่พบได้บ่อยจากความเสียหายของระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่:

  • ตากระตุกชนิดพุ่งลงล่าง (Downbeat Nystagmus - DBN): ทิศทางการกระตุกของดวงตาจะตกลงด้านล่างอย่างรวดเร็ว อาการนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเสียหายที่เกิดขึ้นบริเวณ "สมองน้อย" (Cerebellum) ซึ่งเป็นศูนย์กลางหลักในการควบคุมการทรงตัวและการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อ
  • ตากระตุกชนิดพุ่งขึ้นบน หรือแกว่งเป็นลูกตุ้ม (Upbeat and Pendular Nystagmus): ดวงตาอาจมีทิศทางการกระตุกพุ่งขึ้นด้านบน หรือมีลักษณะแกว่งสลับไปมาอย่างต่อเนื่องคล้ายกับลูกตุ้มนาฬิกา จุดสังเกตสำคัญของตากระตุกชนิดนี้คือ อาการจะเกิดขึ้นอย่างคงที่และต่อเนื่อง โดยที่ความรุนแรงของอาการจะไม่สัมพันธ์กับการขยับหรือเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ ซึ่งแตกต่างจากความผิดปกติของหูชั้นในอย่างชัดเจน
     

Post-Traumatic Vision Syndrome - PTVS

กลุ่มอาการทางสายตาหลังการบาดเจ็บทางสมอง 

การได้รับความกระทบกระเทือนที่ศีรษะ ไม่ว่าจะเป็นภาวะสมองสั่นสะเทือน (Concussion) หรือการบาดเจ็บทางสมองระดับเล็กน้อย (mTBI) มักส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกระบวนการทำงานของระบบการมองเห็นและการทรงตัว

กลุ่มอาการ PTVS มีกลไกหลักมาจากการที่ระบบประสาทสูญเสียความสามารถในการทำงานประสานกันระหว่าง "ระบบการมองเห็นภาพรวมรอบๆข้างเพื่อหาตำแหน่ง" (Ambient vision) และ "ระบบการจ้องมองรายละเอียดเพื่อระบุสิ่งต่างๆ" (Focal vision)

เมื่อระบบทั้งสองไม่สามารถทำงานเชื่อมโยงกันได้อย่างสมดุล คนไข้จะมีอาการแสดงที่สำคัญ ได้แก่ การมองเห็นภาพเบลอสลับกับชัด เห็นภาพซ้อน มีภาวะแพ้แสงหรือสู้แสงไม่ได้ (Photophobia) และดวงตาเกิดความอ่อนล้าอย่างรวดเร็วเมื่อต้องใช้งาน

ลักษณะเด่นที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตมากที่สุดของกลุ่มอาการนี้คือ คนไข้จะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นและการเคลื่อนไหวในลานสายตารอบนอกสูงผิดปกติ เมื่อคนไข้ต้องเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสิ่งของจัดวางเรียงรายจำนวนมากหรือมีลวดลายภาพซับซ้อน เช่น การเดินตามช่องทางเดินในซูเปอร์มาร์เก็ต ระบบประมวลผลภาพในสมองจะเผชิญกับภาวะรับข้อมูลมากเกินขีดจำกัด (Sensory Overload) จนทำให้ระบบการมองเห็นคล้ายกับถูก "ชัตดาวน์" (Shut down) ไปชั่วขณะ ภาวะนี้จะกระตุ้นให้คนไข้เกิดอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และสูญเสียสมดุลการทรงตัวอย่างฉับพลันเมื่อต้องอยู่ในสถานที่ดังกล่าว
 

ตาราง: ความชุกของความบกพร่องทางกล้ามเนื้อตาในคนไข้ Concussion เทียบกับคนปกติ

ความบกพร่องทางกล้ามเนื้อตา

   ความชุกใน mTBI / Concussion   

   ความชุกในคนปกติ   

Accommodative Dysfunction (การเพ่งบกพร่อง)

51% - 65%

15%

Convergence Insufficiency

49% - 55%

5%

Vertical Misalignments (ตาเหลื่อมแนวดิ่ง)

55%

5%

Horizontal Misalignments (ตาเหลื่อมแนวนอน)

45%

5%

Saccadic / Pursuit Dysfunction (การกลอกตาตาม/กระโดดบกพร่อง)

46% - 51%

N/A

 

Chronic Functional Dizziness Syndromes

กลุ่มอาการเวียนศีรษะเรื้อรังเชิงหน้าที่ 

กลุ่มอาการนี้ไม่ได้เกิดจากความเสียหายของโครงสร้างอวัยวะ แต่เกิดจากการที่ระบบประมวลผลการทรงตัวของสมองทำงานผิดพลาดหรือเสียสมดุล โดยแบ่งออกเป็น 2 ภาวะหลักที่พบบ่อย ได้แก่

1. ภาวะเวียนศีรษะเรื้อรังจากการรับรู้ตำแหน่งผิดปกติ (PPPD - Persistent Postural-Perceptual Dizziness)
ภาวะนี้คืออาการเวียนศีรษะ หรือความรู้สึกว่าร่างกายโคลงเคลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานเกินกว่า 3 เดือน อาการมักมีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์ที่ทำให้ร่างกายสูญเสียสมดุลอย่างฉับพลันมาก่อนหน้านั้น (เช่น การล้ม หรืออาการน้ำในหูไม่เท่ากันกำเริบ)

เมื่อผ่านเหตุการณ์ดังกล่าว สมองจะเกิดการเรียนรู้ที่ผิดพลาดและปรับตัวเข้าสู่โหมด "ระแวดระวังภัยขั้นสูง" (Hyper-vigilant) เพื่อพยายามเกร็งป้องกันไม่ให้ร่างกายล้ม อาการของ PPPD จะทวีความรุนแรงขึ้นทันทีเมื่อคนไข้เปลี่ยนมาอยู่ในท่ายืน เดิน มีการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือต้องเผชิญกับสิ่งกระตุ้นทางสายตาที่มีรายละเอียดซับซ้อน นอกจากนี้ การที่ระบบประสาทต้องอยู่ในสภาวะตื่นตัวเพื่อระวังภัยตลอดเวลา ยังส่งผลให้ภาวะนี้มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความวิตกกังวลอย่างรุนแรงร่วมด้วย
 

2. ภาวะเวียนศีรษะจากการมองเห็นภาพเคลื่อนไหว (Visual Vertigo หรือ Visual Motion Sensitivity)
ภาวะนี้มีกลไกสำคัญมาจากการที่สมองปรับไปพึ่งพาข้อมูลจากการมองเห็น (Visual Dependency) มากจนเกินไปในการรักษาสมดุลการทรงตัวของร่างกาย

ปัญหาจะแสดงอาการอย่างชัดเจนเมื่อคนไข้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่มีภาพเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เต็มลานสายตา เช่น การเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์มือถืออย่างรวดเร็ว หรือการมองกระแสรถที่วิ่งสวนกันไปมาขณะรถติด สิ่งกระตุ้นเหล่านี้จะทำให้สมองสูญเสียจุดอ้างอิงที่อยู่นิ่งสำหรับยึดเหนี่ยวการทรงตัว การสูญเสียจุดอ้างอิงพื้นที่อย่างกะทันหันนี้ จะส่งผลให้ระบบประมวลผลรับภาระหนักเกินไป และกระตุ้นให้เกิดอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน และคลื่นไส้อย่างรุนแรงในทันที

 

Advanced Interdisciplinary Diagnostic Protocols

แนวทางการวินิจฉัยแบบสหสาขาวิชาชีพขั้นสูง

VOMS Protocol: ทดสอบ Smooth Pursuits, Saccades, NPC, VOR และ VMS เพื่อกระตุ้นและหาความผิดปกติแฝง

เครื่องมือขั้นสูง: vHIT (วัด VOR gain), VNG/ENG (วัด Nystagmus), Computerized Dynamic Posturography (ประเมินสมดุลการทรงตัว), VEMP (ทดสอบการทำงานของ Otolith)

 

Synthesis and Interdisciplinary Management Directives

แนวทางการรักษาบูรณาการ 

เนื่องจากอาการดังกล่าว มีได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้นการจะตรวจวินิจฉัยและรักษานั้น ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของ สหวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ ทัศนมาตร และนักกายภาพ เพื่อจำแนกแยกแยะหาสาเหตุของอาการดังกล่าวและนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องและตรงจุด ดังนั้นบุคลากรทุกฝ่ายมีความสำคัญเท่าๆกันหมดและต้องช่วยกันดู วิเคราะห์พื้นฐาน ทำสิ่งที่ทำได้ และ ส่งต่อถ้าวิเคราะห์แล้วเกินหน้าที่ เพราะลำพังการทำเวสติบิวโลเพียงอย่างเดียวโดยไม่แก้ไขระบบการมองเห็นสองตาก่อน อาจทำให้อาการแย่ลงได้ ดังนั้นต้องทำควบคู่กัน

1.พฤติกรรมบำบัดสายตาทางประสาททัศนมาตรและปริซึม (Neuro-Optometric Vision Therapy and Prismatic Correction)

เมื่อพบคนไข้ที่มาด้วยอาการดังกล่าวข้างต้นนี้ การแก้ไขค่าสายตาอย่างสมบูรณ์แบบและการประเมินระบบการมองเห็นสองตาซึ่งเป็นรากฐานสำคัญทางทัศนมาตรที่ไม่ควรมองข้ามหรือทำงานแบบขอไปทำ เนื่องจากหัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของระบบประสาท ไม่สามารถข้ามขั้นตอนไปสู่การใช้ปริซึมหรือการบำบัดสายตาได้ หากรากฐานการมองเห็นของคนไข้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ดังนั้นในทางคลินิก การจ่ายค่าสายตาที่แม่นยำและสมบูรณ์แบบที่สุด (Full Correction) ถือเป็นมาตรฐานสูงสุดที่ไม่อาจละเลย

การทำงานทางทัศนมาตรที่ถูกต้อง จะต้องอาศัยการตรวจวัดความผิดปกติของการหักเหแสงตามหลักวิชาการ โดยใช้เครื่องมือตรวจ objective refraction อย่างเรติโนสโคป (Retinoscope) เพื่อหาค่าที่แท้จริงของดวงตา  ส่วนการพึ่งพาเพียงค่าที่ได้จากการประมวลผลของเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติ (Auto-refractometer) เพื่อความรวดเร็วในการปิดการขาย มักนำไปสู่การจ่ายค่าสายตาที่คลาดเคลื่อน ซึ่งค่าสายตาที่ผิดเพี้ยนแม้เพียงเล็กน้อยนี้ คือตัวการสำคัญที่ไปกระตุ้นให้ระบบการทรงตัวของคนไข้รวนและเกิดอาการเวียนศีรษะได้

นอกจากนี้ การตรวจประเมินประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันของตาทั้งสองข้าง (Binocular function) จำเป็นต้องถูกกำหนดให้เป็นข้อปฏิบัติมาตรฐานในการตรวจวิเคราะห์คนไข้ "ทุกเคส" หากไม่มีการประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อตาและระบบการรวมภาพ จะไม่มีทางค้นพบต้นตอของอาการปวดศีรษะ ภาพซ้อน หรืออาการเดินเซที่ซ่อนอยู่ได้เลย เมื่อได้ข้อมูลทางคลินิกที่ถูกต้องและครบถ้วนแล้ว จึงจะสามารถก้าวเข้าสู่กระบวนการจัดการปัญหาเชิงลึกต่อไป

การรักษาทางประสาททัศนมาตร: การใช้เลนส์ปริซึมและพฤติกรรมบำบัดสายตา (Neuro-Optometric Vision Therapy and Prismatic Correction)

การแก้ไขด้วยเลนส์ปริซึมขั้นสูง (Advanced Prismatic Lenses)

Micro-Prisms สำหรับภาวะตาเหล่ซ่อนเร้นแนวดิ่ง (VH): การใช้ปริซึมขนาดละเอียดอ่อน (0.5- 1.0 PD) เพื่อช่วยขยับจุดตกกระทบของภาพให้ตรงกับตำแหน่งการพักของดวงตา กลไกนี้จะช่วยลดภาระการทำงานหนักของกล้ามเนื้อตาได้อย่างตรงจุด

Base-In และ Base-Out Prisms สำหรับภาวะ CI และ DI: ใช้เพื่อลดภาระการรวมภาพในแนวนอน ช่วยกำจัดปัญหาภาพซ้อนและลดความเหนื่อยล้าจากการที่ดวงตาต้องพยายามเบนเข้าหรือเบนออกมากเกินขีดจำกัด ทั้งนี้ก็ต้องเข้าพื้นฐานว่า uncorrected refractive error สามารถก่อให้เกิด binocular dysfunction ได้เช่นกัน ดังนั้น การทำจะทำ function ต้องมั่นใจว่า Refraction นั้นเป็นค่าที่ full correction จริงๆ ไม่ใช่ over หรือ under correct

Yoked Prisms สำหรับกลุ่มอาการหลังการบาดเจ็บทางสมอง (PTVS): เป็นการใช้เลนส์ปริซึมเพื่อปรับเปลี่ยนการรับรู้พื้นที่และการกะระยะ โดยช่วยจัดระเบียบเส้นกึ่งกลางลำตัว (Midline) ของคนไข้ให้กลับมามีความสมดุลอีกครั้ง

พฤติกรรมบำบัดสายตา (Vision Therapy) เป็นโปรแกรมการฟื้นฟูระบบประสาทการมองเห็นอย่างเป็นระบบ มักใช้ระยะเวลาต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของวงจรประสาทอย่างถาวร โดยแบ่งเป็น 3 ระยะหลัก :

Phase 1: การสร้างทักษะพื้นฐาน มุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ในการควบคุมกล้ามเนื้อตา เช่น การใช้ Brock String เพื่อให้คนไข้เข้าใจความรู้สึกของการดึงตาเข้าและออกอย่างถูกต้อง

Phase 2: การขยายช่วงการรวมภาพ (Fusional ranges) ใช้เครื่องมือเฉพาะทาง เช่น Vectograms เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ความเร็ว และความทนทานของกล้ามเนื้อตาในการรักษาสมดุลของการมองเห็นเป็นภาพเดียว

Phase 3: การบูรณาการระบบรับความรู้สึก เป็นขั้นสูงสุดที่นำทักษะการมองเห็นที่ฝึกไว้มาใช้งานร่วมกับระบบการทรงตัวและระบบรับความรู้สึกทางข้อต่อ เช่น การให้คนไข้ฝึกสายตาในขณะที่ต้องเดินบนพื้นผิวที่ไม่มั่นคง เพื่อจำลองสถานการณ์จริงและทำให้ระบบประสาททั้งหมดทำงานประสานกันได้อย่างสมบูรณ์


ส่วนการฟื้นฟูอื่นๆ ที่วิเคราะห์แล้วเกินหน้าทีทัศนมาตร ก็ต้องส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งผมเก็บข้อมูลเอามาไว้เผื่อท่านที่สนใจ เอาไว้ศึกษาต่อ

2. การฟื้นฟูระบบเวสติบิวลาร์ (Vestibular Rehabilitation Therapy - VRT)

  • Gaze Stabilization Exercises: การฝึก X1 และ X2 Viewing Paradigm ขยับศีรษะและเป้าหมายเพื่อเพิ่ม VOR gain
  • Habituation Exercises: ให้ร่างกายเผชิญกับสิ่งกระตุ้น (เช่น หน้าจอเลื่อน หรือ VR) ซ้ำๆ อย่างควบคุมได้ เพื่อลดความไวต่อการกระตุ้น (Desensitization)
  • Postural Retraining: ฝึกการทรงตัวบนพื้นโฟมโดยหลับตา เพื่อบังคับให้สมองกลับมาใช้ระบบเวสติบิวลาร์และข้อต่อแทนการพึ่งพาสายตาเพียงอย่างเดียว

3. การรักษาด้วยยาและพฤติกรรมบำบัด (Pharmacological and Cognitive Behavioral Interventions)

  • Acute Vestibulopathy: คอร์ติโคสเตียรอยด์ (เช่น Methylprednisolone)
  • Meniere's Disease: Betahistine dihydrochloride หรือยาฉีด Gentamicin เข้าหูชั้นกลางในรายที่รุนแรง
  • Vestibular Paroxysmia: ยากันชักขนาดต่ำ (Carbamazepine หรือ Oxcarbazepine)
  • PPPD: ต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ยาในกลุ่ม SSRIs/SNRIs มีประสิทธิภาพสูงในการปรับเส้นทางประสาทและลดความกังวล โดยต้องทำร่วมกับ VRT และ CBT (Cognitive Behavioral Therapy) เพื่อรื้อถอนความกลัวและพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงของคนไข้ครับ

 

Summary

บทสรุป 

 

กลุ่มอาการภาพเบลอ เวียนศีรษะ และทรงตัวไม่อยู่ ไม่ใช่โรคที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นผลลัพธ์ที่แสดงออกมาจากภาวะความขัดแย้งของข้อมูลความรู้สึก (Sensory Conflict) อาการเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อระบบประสาทรับความรู้สึกหลักทั้งสามส่วน ได้แก่ ระบบการมองเห็น ระบบการทรงตัวในหูชั้นใน และระบบรับความรู้สึกทางกาย ส่งข้อมูลที่ขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกันไปยังระบบประสาทส่วนกลาง


ความบกพร่องนี้อาจมีจุดเริ่มต้นมาจากความผิดปกติของการทำงานร่วมกันของสองตา (Binocular Vision Dysfunctions) รอยโรคในระบบเวสติบิวลาร์ทั้งส่วนปลายและส่วนกลาง หรือเกิดตามหลังการบาดเจ็บทางสมอง (Post-Traumatic Vision Syndrome) เมื่อข้อมูลเกิดความขัดแย้ง สมองจะเกิดความสับสนและสูญเสียความสามารถในการรักษาสมดุลของร่างกาย นำไปสู่อาการเวียนศีรษะเรื้อรังที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

 

แนวทางการจัดการแก้ไขที่ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถพึ่งพาการรักษาอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งแบบแยกส่วนได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันแบบสหสาขาวิชาชีพ โดยรากฐานที่สำคัญที่สุดต้องเริ่มต้นจากการแก้ไขค่าสายตาอย่างสมบูรณ์แบบ (Full Correction) การตรวจประเมินระบบกล้ามเนื้อตา การแก้ปัญหาด้วยเลนส์ปริซึม และพฤติกรรมบำบัดสายตา (Vision Therapy) ควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูระบบการทรงตัว (Vestibular Rehabilitation) เพื่อปูทางให้ระบบประสาททั้งหมดกลับมาทำงานเชื่อมโยงกันได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้ง

 

Discussion

 

บทความเรื่องนี้บอกเราว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนมุมมองการรักษาคนไข้ที่มีอาการ "บ้านหมุน เวียนศีรษะเรื้อรัง" กันใหม่

เมื่อก่อน พอเจอคนเวียนหัวบ้านหมุนทีไร คนไข้ก็มักจะถูกส่งไปหาหมอหูคอจมูก หรือไม่ก็หมอระบบประสาทเพียงอย่างเดียว จนบางทีเราก็ลืมคิดไปว่า ปัญหาลึกๆ มันอาจจะซ่อนอยู่ที่ "ระบบการมองเห็น" ของเรานี่เอง

แต่จากข้อมูลที่ผมค้นคว้ามานี้ ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า ความผิดปกติของสายตาอย่าง "ศูนย์ตาเหลื่อมแนวดิ่ง (Vertical Heterophoria)" หรือ "กล้ามเนื้อตาทำงานไม่ประสานกัน (Convergence Insufficiency)" มันสามารถป่วนสมอง และสร้างอาการเลียนแบบโรคน้ำในหูได้เนียนมากๆ จนบางทีก็แยกแทบไม่ออก

เรื่องนี้ยิ่งย้ำให้เห็นว่า "ทัศนมาตร" มีบทบาทสำคัญมากในการเป็นด่านหน้า ช่วยสแกนหาความผิดปกติเหล่านี้ ดังนั้น การตรวจหาค่าสายตาที่เป๊ะจริงๆ ควบคู่ไปกับการตรวจดูว่าตาสองข้างทำงานสามัคคีกันไหม (Binocular function) มันไม่ใช่แค่ "ออปชันเสริม" อีกต่อไป แต่มันคือ "สิ่งที่ต้องทำ" ในทุกๆ เคส

ถ้าเราข้ามขั้นตอนพวกนี้ แล้วไปหวังพึ่งแค่ตัวเลขจากเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติ โอกาสที่จะพลาดนั้นสูงมาก ผลเสียก็จะตกไปอยู่ที่คนไข้ ทำให้เขาเสียโอกาสที่จะได้รับการรักษาที่ต้นเหตุ ต้องทนทรมานกับอาการบ้านหมุนต่อไป หรือหนักเข้าอาจจะถูกส่งไปรับยาคลายเครียดหรือยาทางจิตเวช ทั้งๆ ที่ต้นตอมาจากแค่เรื่องของดวงตา

ท้ายที่สุดแล้ว การเอาความรู้ด้านประสาททัศนมาตร (Neuro-Optometry) และการใช้เลนส์ปริซึมเข้ามาช่วยจัดระเบียบภาพให้สมอง ถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ ของวิชาชีพเรา ทำให้ทัศนมาตรสามารถเข้าไปช่วยแก้ปัญหาระบบประสาทที่ซับซ้อน และคืนชีวิตปกติให้กับคนไข้ได้อย่างแท้จริง

จบ
ขอบคุณทุกท่านสำหรับการติดตาม หวังว่าจะได้รับความรู้และความบันเทิงไม่มากก็น้อย สำหรับตอนนี้ขอลาไปก่อน

สวัสดีครับ

ดร.ลอฟท์ O.D.

Loft Optometry , 578 ถ.วัชรพล แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. 10220
lineID : loftoptometry 
mobile : 0905536554
facebook: www.facebook.com/loftoptometry